10.09.16

SUMMER SONIC FIRST TIME GUIDE 2016

Music Festival

                                summer sonic

ฮัลโหลเพื่อนๆจาก 40,000 ฟุตบนฟ้า ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว แต่เรานั่งขีดๆเขียนๆ อยู่ในความมืดขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นกำลังนอนหลับกันอยู่ เครื่องบินได้ขับเคลื่อนจากโตเกียวมุ่งหน้าไปกรุงเทพได้ครึ่งทางแล้ว มีหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายในสัปดาห์นี้ จนเราไม่รู้จะเริ่มเล่าตรงไหนก่อนดี

อาจจะฟังดูเป็นเรื่องแปลกๆนะ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ไปทริปที่ญี่ปุ่นกับคนแปลกหน้า เป็นหนึ่งในทริปที่สนุกที่สุด! ที่พวกเราคลิกกันง่ายขนาดนี้ก็พอมีหนึ่งอย่างที่คอยเชื่อมกัน ดนตรี! มันทำให้เรานึกไปถึง concept หนังเรื่องหนึ่งที่เราเพิ่งดูตอนก่อนมา "ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้" Concept มีอยู่ว่ามนุษย์เราจะผูกพันกันด้วยของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ของกันและกันไว้

จุดเริ่มต้นการเดินทางในครั้งนี้จากคนแปลกหน้ามากกว่า 10 ชีวิต ออกเดินทางพร้อมกันจากกรุงเทพเพื่อไปงานเทศกาลดนตรี Summer Sonic ที่โตเกียว พวกเรามารวมตัวกันได้ ต้องขอขอบคุณแคมเปญดีๆจากConverse Thailandและ a book publishing ที่เลือกผู้โชคดีสี่คน มาร่วมใน Team Travel ที่จะเดินทางไป Summer Sonic แคมเปญเจ๋งๆแบบนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก concept ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Live from Planet Earth สดจากโลกมนุษย์ ที่เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดจะออกเดินทาง แต่ก็ตัดสินใจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรับชมคอนเสิร์ตวงที่เค้าชอบ ถึงขนาดไปดู Muse มา 12 ครั้ง!! ใครที่ได้ยินอาจจะคิดว่า เฮ้ยพี่แกบ้าว่ะ แต่เรากลับโคตรเข้าใจพี่เค้าเลยว่าทำไมเค้าถึงตัดสินใจอย่างงั้น สำหรับบางคนแล้วดนตรีคือชีวิต การที่ได้ไปฟังดนตรีสดคือการทำให้เราได้ซึมซับรสชาติชีวิตได้ดีขึ้น

ต้องบอกว่าทุกคนที่มารวมตัวกันในทริปเนี่ย ไม่เหมือนกันเลย นักดนตรี นักเขียน ช่างกล้อง บล็อกเกอร์  แต่มาอยู่รวมกันเเล้วเติมเต็มกันและกัน และที่สำคัญคือทุกคนรักดนตรี เลยทำให้เราตื่นเต้นเป็นพิเศษที่จะได้ไปร่วมทริปกับคนที่มีความชอบเหมือนๆกัน

เราก็พอไปเทศกาลดนตรีต่างประเทศมาบ้าง แต่ยังไม่เคยไปที่ Summer Sonic เทศกาลดนตรีแต่ละประเทศก็จะมีความรู้สึกไม่เหมือนกันนะ ทั้งในเรื่องผู้คน การแต่งตัว บรรยากาศงาน ทำให้เราตื่นเต้นมากที่จะได้ลองมาเปิดหูเปิดตาเทศกาลใหม่ๆ Summer Sonic เป็นเทศกาลดนตรีสองถึงสามวัน แนวเพลงก็มีตั้งแต่ ร็อก ป็อป อินดี้ ไปถึงแบนด์อินดี้ๆต่างประเทศ เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี  2000 จัดอยู่ที่โอซาก้าและชิบะพร้อมๆกัน เพราะฉะนั้น lineup จะเหมือนกันแค่สลับวันเสาร์-อาทิตย์

พวกเราไปถึงหนึ่งวันก่อนงานจะเริ่ม เพื่อเป็นการวอร์มเครื่องหน่อย ก็เลยไปมินิคอนเสิร์ตของ Getsunova ที่ Lotus Yotsuva ซึ่งมีทั้งหมดสามแบนด์เล่นเปิด The Dirty Sausages ที่เล่นเพลง Rock and roll ฮิตเก่าๆอย่างเช่น Under Pressure วงดังๆอย่าง Blackhead ก็มาร่วมแจมด้วย อีกวงที่น่าสนใจคือวงญี่ปุ่นแต่ดันร้องเพลงภาษาไทยที่ชื่อว่า Hanuman ตอนที่ Getsunovaขึ้น คนก็เต็มห้องพอดี สถานที่มันเล็กๆ เวทีไม่ห่างกับคนดูมาก คืนนั้นเลยรู้สึกอบอุ่นเหมือนเพื่อนเล่นดนตรีให้ฟังมากกว่าศิลปินบนเวทีใหญ่ เป็นการเปิดคืนแรกของทริปในญี่ปุ่นที่อบอุ่นมาก

Hello from 40,000 feet off the ground… It’s midnight on the airplane, I was writing this under the dim light in the dark while the passengers seem to be sleeping, we were more than half way heading to back to Bangkok from Tokyo. There were so many things happened this weekend, I was not even sure how to begin to describe my weekend, and I felt like putting my thoughts somewhere, so here I was. 

Strange as it may seem, but I just had the most awesome weekend with strangers few weeks ago! Our friendship grows from zero to hero because one common thing we share, the love of music. This weekend proves the one concept that I got from Japanese movie called “If the cats disappeared from the world” that we are intimately connected by the one thing in common. That one thing bonds the relationship between two people together so tightly that it shapes the way we talk, think, and the choice we choose.

This journey began last Thursday night when more than 10 strangers departed to Japan on the quest to Summer Sonic Festival. None of this would have happened without the incredible campaign from a book publishing and Converse Thailand; they pick 4 lucky winners to join the Team Travel to Summer Sonic Festival in Japan. This campaign was inspired from a concept in the book, “Live from Planet Earth.”  This book is about one guy who never into traveling but decide to set on a journey to many concerts/ music festivals around the world. This might sound little peculiar to you guys but I understand why. 

To some people, music is life and concert is the way to stay connected to their sensation in life. We are all different individuals that come together such as writer, photographer, musician, and marketer. All for one goal, to celebrate the love of music. Nothing excited me more than going to Music Festival who are at the same energy and mentality.

I’ve been to a few festivals abroad, but never yet visit Summer Sonic! Festival in each country is different in term of the crowd, energy level, fashion, and the vibe, so I’m super psyched to explore new festival! It’s two-three days festival, the genre ranging from rock, pop, indie, to international band. Started in 2000, it hosted in Osaka and Chiba simultaneously with the same lineup. We got to Tokyo on Friday, one day before the festival begun. To warm up, we went to Getsunova live in Japan at night. It was held in

We got to Tokyo on Friday, one day before the festival begun. To warm up, we went to Getsunova live in Japan at night. It was held in live house at Lotus Yotsuya. There were 3 opening bands; the Dirty Sausages, they played the oldie hit like “Under Pressure.” Next is P Poo from Blackhead, and Japanese band that sings Thai song, Hanuman. The crowd at night was mostly Thai that lives in Tokyo, the room was packed when Getsunova hit the stage. The atmosphere was super cozy since it was a small stage we could feel really close to the artist. It was a warm welcome to Japan first night.

 


summer sonic 
summer sonic 
summer sonic 
summer sonic 
summer sonic 
summer sonic 
summer sonic 
summer sonic 
summer sonic

LOCATION: Summer Sonic, Tokyo

เช้ารุ่งขึ้นเราตื่นขึ้นมาแอบตื่นเต้นมากๆ ความรู้สึกเหมือนจะเข้าไปผจญภัยกับ Indiana Jones 555 เอาจริงมันเป็นวันที่เรารู้สึกเป็นตัวเองที่สุด เราหยิบเสื้อคลุมโบฮีเมี่ยนแดงยาวมาใส่ ไหนไหนและไม่ได้ใส่มันทุกวันขอจัดเต็มวันนี้ล่ะ เตรียมพร้อมที่จะซึมซับดนตรีดีๆ และปลดปล่อยพลังงานไปกับผู้ชมนับแสนคน

คอนเสิร์ตเริ่มตั้งแต่ 11 โมงเช้า แต่สำหรับคืนวันเสาร์ ใครที่เป็น party animal ตัวจริงห้ามพลาด all-nighter hostess club ที่จัดงานโต้รุ่งถึง 6 โมงเช้า

ก่อนที่ปูเป้จะเล่าถึงประสบการณ์ Summer Sonic ให้ฟัง อยากแนะนำรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับงานเผื่อเพื่อนๆที่อยากไปในปีหน้า  เรามาเริ่มต้นกันตั้งแต่เรื่องแรกเลยละกันเนอะ

 

ตั๋วคอนเสิร์ต

Lineup ของงานจะเริ่มปล่อยตั้งแต่ต้นปี แต่ตั๋วจะเริ่มวางขายก็ประมาณปลายพฤษภาคม (ช่วงเวลาเดียวกับ Coachella early bird) ที่นี่ก็เหมือนตั๋วของงานเทศกาลดนตรีอย่างอื่นที่ซื้อยากมาก แล้วด้วยความเป็นญี่ปุ่น มันเลยเพิ่มความยากมากขึ้น! เดี๋ยวเราเล่าให้ฟังประเภทของตั๋วก่อนแล้วกัน บัตรแบบPlatinum จะเข้าได้เพียงหนึ่งวัน แต่มีจะมี welcome drinkให้ แถมยังมีโซน exclusive viewing และ lounge ส่วนบัตร all-nighter Hostess club จะเริ่ม 11PM - 6AM เรียกว่าเต้นยันฟ้าสว่างเลยทีเดียว แต่ถ้าซื้อตั๋ว Summer Sonicทั้งสองวัน ราคาจะรวม Hostess clubแล้ว

One Days Ticket            JPY 16500 (8,000 บาท)

Platinum                       JPY 30000 (10,500 บาท)

Two Day Pass                JPY 30500 (10,657 บาท)

Hostess Club                 JPY 8500 (3,000 บาท) 

สำหรับการซื้อตั๋วถ้าใครอยู่ในประเทศญี่ปุ่นก็ง่ายหน่อย สามารถซื้อผ่านร้านสะดวกซื้อ หรือร้านขายแผ่นเสียง และให้มาส่งที่บ้าน

สำหรับพวกเราคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในญี่ปุ่น ก็มีหลายวิธีอยู่ในการซื้อเช่น

  • Official Summer Sonic website: ขอเตือนกันไว้ก่อนว่าใครจะใช้วิธีแรกเนี่ย ต้องอ่านภาษาญี่ปุ่นเป็น เพราะในเว็บมีแต่ภาษาญี่ปุ่น แถมยังต้องส่งไปที่อยู่ในญี่ปุ่นอีก สำหรับคนที่ซื้อ early bird จะได้ เสื้อทีเชิ้ตและกระเป๋าที่มีมูลค่าถึง 4000 เย็น เป็นของแถมไปด้วย น่าอิจฉาจริงๆ
  • Partner's website: แต่ก็มีเว็บที่รองรับภาษาอังกฤษให้ซื้อนะเช่น Rakuten หรือ E+ เราสามารถซื้อออนไลน์ และไปรับได้ที่ร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นหรือที่หน้างานเลย
  • Third party vender: เป็นเว็บที่มีคนเอาบัตรมาฝากขาย แต่ราคาอาจจะเก็งกำไรกันหน่อยเช่น Viagogo, Yoyagin อันนี้สามารถส่งมาถึงบ้านได้ หรือส่งไปที่โรงแรมในญี่ปุ่น
  • Thai agent: เราว่าอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องไปนั่งฟันฝ่าแย่งกับใคร ก็คือการใช้เอเยนต์ BeYourTravel เป็นเอเยนต์ที่เราแนะนำ พวกเราใช้เป็นคนจัดการตั๋วคอนเสิร์ตให้เรา รวมถึงตั๋วเครื่องบินหรือจองโรงแรมให้ด้วย แล้วแต่เราจะเลือกเลย เรียกว่าแถบไม่ต้องทำไรเลย ทางทัวร์สามารถจัดให้ได้ทุกอย่างในราคาย่อมเยาว์

ถ้าได้ตั๋วกันแล้วก็สบายใจรอนอนฟังเพลงซ้อมอยู่บ้านได้และ ทีนี้มาดูกันซิว่าเราจะเอาอะไรไปบ้างในคอนเสิร์ต

สิ่งที่ควรเตรียมไป

- ครีมกันแดดกับเสื้อกันฝน: สองอย่างเนี่ยขาดไม่ได้เลย เพราะอากาศที่นั่นนะเหมือนจะร้อนมาก อีกสักพักหนึ่งฝนกลับตกหนักซะงั้น

- ทิชชูเปียกเย็น: ร้านสะดวกซื้อที่นู้นมีขาย เป็นประโยชน์มากๆเพราะเราจะเหงื่อออกเยอะมากที่นั่น เพราะเช็ดผ้าเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนทาแป้งตางู สดชื่นมาก

- รองเท้าสบายๆ: เวทีแต่ละอันอยู่ห่างกันมากเพราะฉะนั้นควรใส่รองเท้าที่สบาย

- กระเป๋าเล็กๆ: เพื่อนๆไม่ต้องเอากระเป๋าไปอันมโหฬารไปนะคะ มันหนักและไม่สะดวกมากๆ หากระเป๋าสะพายเอวเล็กๆไว้เก็บใส่เศษเหรียญหรือโทรศัพท์แค่นั้นดีกว่า

- ที่ชาร์จแบตสำรอง: สำหรับคนที่ใช้มือถือหนักหนัก อันนี้ต้องการเป็นพิเศษเลย เพราะเราต้องอยู่ทั้งวันทั้งคืน

 

สถานที่พัก

มีสอง option ให้เลือก

1. Sea Camp Village: สำรับคนที่ชอบผจญภัยลุยๆหน่อย ลองอยู่แคมป์น่าจะสนุก ราคา ¥30,000 หรือ หมื่นกว่าบาทเบาๆ อยู่ได้สี่คน มีทั้งเต้นท์และอาหารเช้าให้ด้วย แต่ถ้าฝนตกขึ้นมาก็สนุกเลยทีเดียว

2. โรงแรม: อันนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ง่ายและสะดวกที่สุดสำหรับพวกเรา มีทั้งเตียงอุ่นๆ มีห้องน้ำที่สะอาด แถมยังมีอาหารให้ด้วย แต่โรงเเรมก็ง่ายในการเดินทาง แค่ใช้รถไฟเดินทางถึงเหมือนกัน 

 

เวที

มันมีทั้งหมด 8 เวที ซึ่งแต่เวทีก็จะตั้งชื่อตามธรรมชาติ พอพอกับที่เราหา Pokemon เจอจากที่ต่างๆนั้นแหละ แต่วันนี้เราคงไม่ได้เล่าให้ทุกเวทีเนอะ เพราะเราก็ไม่ได้ไปมาทั้งหมดเหมือนกัน แต่ละเวทีมันอยู่ห่างกันมาก

มี 5เวทีกลางแจ้งที่อยู่ฝั่งชายทะเล

Marine stage: เป็นวิธีหลักมีทั้งหมด 80,000 ที่นั่งในสนามกีฬา พวก headlinerยักษ์ๆก็จะมาเล่นที่นี่เช่น Radiohead, Weezer, Two Doors Cinema Club, Fergie, Alesso เรารู้สึก surprise ในวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตญี่ปุ่นมาก ทุกอย่างมันดูเป็นระเบียบเว่อร์ ขนาดทางเข้าสนามกีฬายังต้องแบ่งตามบัตรว่าเราจะได้เข้าทางซ้ายหรือขวา พอเข้ามาแล้วก็มีการจัดจราจรคนเดิน ไม่ให้เดินสวนกันชนกันอีก

Beach stage: เวทีนี้อยู่ติดทะเลเลย เป็นเวทีโปรดที่สุดของเราถึงแม้เราจะไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่ที่นี่ ลองคิดภาพตามนะ ได้เต้นบนหาดทรายนุ่มๆ แถมยังมีลมพัดเย็นๆ กินค็อกเทลและฟังเพลงจากแบรนด์โปรด อะไรมันจะสุขใจขนาดนี้

Island stage: เป็นเวทีเล็กๆที่อยู่ระหว่าง Marine กับ Beach ตรงซุ้มอาหาร ส่วนมากจะเป็นวงอินดี้จากประเทศเพื่อนบ้าน

Park stage & Garden stage: สองเวทีเดียวที่เราไม่ได้หยุดแต่เดินผ่านนะ ตั้งอยู่ใกล้ใกล้บริเวณที่ตั้งแคมป์

ถัดมาอีกด้านหนึ่งด้าน เราต้องเดินไปอีก 15 นาที จะมีทั้งหมดสามเวทีข้างใน Hall

Rainbow stage: อยู่ทางซ้ายมือสุด ตั้งอยู่ใกล้ๆ Sonic Vegas ทุกคนสามารถมาเล่นคาสิโนได้ ที่แปลกอย่างหนึ่งก็คือเราดันไปเห็นป้ายประกาศใบหนึ่ง ในป้ายมีรูปผู้หญิงสวยๆเต็มไปหมด เพิ่งรู้ว่าที่เนี่ยเขาสามารถเลือกเจ้ามือตามใจชอบมาประจำโต๊ะเราได้

 

 

Sonic stage & Mountain stage: สองเวทีนี้อยู่ใกล้ๆกัน ตรงกลางเป็น Silence Disco ซึ่งเป็นบูธดีเจหูฟัง เค้าจะแจกหูฟังให้คนละอันเราก็เลือกสถานีเพลงที่ต้องการและเต้นไปกับหูฟังได้เลย คนข้างนอกอาจจะตกใจได้ถ้ามาเห็นเรา ไปลองดูนะ สนุกดี

 

 

 

พูดถึงเรื่องแฟชั่นกันบ้างดีกว่า ว่าคนญี่ปุ่นเค้าใส่อะไรมาวานเฟสติเวล

พูดจริงมาที่นี่แอบงงเล็กน้อยที่คนญี่ปุ่นที่นี่ไม่แต่งตัวเลย ถึงแม้ญี่ปุ่นเนี่ยจะเป็นเมืองที่เราคิดว่าต้องแต่งตัวจัดหนัก ประมาณ 70% ได้ที่ใส่แค่เสื้อยืดของวง หรือของ Summer Sonic อ๋อเทรนด์อีกอย่างที่ชอบเห็นกันก็คือเค้าจะชอบแต่งตัวเป็นคู่กัน 

 

น่าจะได้ดีเทลพอหอมปากหอมคอแล้วเนอะ ทีนี้ไปดูกันดีกว่าว่าเราจะไปที่นี่ไง

เรานั่งรถ JR สาย Keiyo ไปที่สถานี Makuhari (เป็นสายเดียวกับที่ไป Disneyland) รถไฟตอนเช้าอย่างนั้นเลย เราไปถึงก็ประมาณเที่ยงๆได้ ตอนนั้นฝนเริ่มตกมาเบาๆ

อย่างแรกที่ทำคือไปพรีดริ้งค์ 555 พอไปถึงบาร์ ผู้ชายในกลุ่มเราเริ่มไม่โฟกัสกับดริ้งค์และ ไม่น่าล่ะแถวถึงยาวเชียว ก็สาวๆที่มาเสิร์ฟเบียร์โคตรน่ารักเลย ฮ่าๆๆ ขนาดเราเป็นผู้หญิงยังคิดว่าน่ารักเลย ทุกคนดูทำงานด้วยใจเต็ม 100 ถึงแม้อากาศจะร้อนหรือฝนตกก็ตาม ระหว่างทางที่พวกเรากำลังจะเดินไปเวทีใหญ่ ดันโดนใครไม่รู้สาดน้ำมาใส่ทั้งกลุ่มเลย หันขึ้นไปดูเพิ่งเห็นว่ามีสาวๆใส่บีกินนี่ฉีดน้ำจากข้างบนรถบรรทุก เราถึงกับช็อค สงสัยนี่เป็นวิธีการต้อนรับแบบนิปปอนๆ ฮ่าๆ

เราเข้าไปในสเตเดียมตอนที่ Weezer เริ่มเล่นพอดี!! เข้าไปแล้วรู้สึก feel good จริงๆ ผู้คนที่คึกคักในเวทีกลางแจ้ง กับอากาศที่ปลอดโปร่ง ตอนที่เพลง Beverly Hill ขึ้นเป็นเพลงโปรดเรา เป็นโมเมนต์ที่ดีมากๆที่ได้ร้องตามไปด้วย เราไม่ได้โตมากับเพลงของ Weezerนะ แต่เพราะฟังแล้วรู้สึกเหมือนเพลงสไตล์แคลิฟอร์เนียเก่าๆ เชื่อเลยว่าหลายคนคงมีความทรงจำกับเพลงเหล่านี้ตอนเด็กๆ 

เราอยู่รอที่เวทีใหญ่เพื่อดู Fergie ตอนแรกกะจะดูแค่สามเพลงก่อนไป Panic at the Disco พอ Fergieขึ้นมาเท่านั้น เฮ้ยร้องได้ทุกเพลงเลยว่ะ ดูพรวดเดียวจบ 5555 Fergie ตัวจริงมีเสน่ห์มาก energy ล้นหรา มีฉากหนึ่งที่ประทับใจมาก วันนั้นที่ไปดูมีเด็กตัวเล็กๆน่าจะสามถึงสี่ขวบ พ่อจับขี่คอมาดูคอนเสิร์ตด้วยตั้งแต่เด็ก ที่หูน้องเค้าพ่อจับใส่ที่protect เสียงไว้ด้วย ใจสู้มากขนาดฝนตกน้องเค้าก็เต้นอย่างสนุกสนาน เราเห็นอยู่ข้างหลังแล้วก็รู้สึกน่าเอ็นดู ชอบโมเมนต์ที่เฟอร์กี้ร้องเพลง Big girls don't cry ร้องโคตรได้อารมณ์เลยแถมตอนที่ร้องอยู่ๆฝนก็ตกลงมาทำให้เรายิ่งอินเข้าไปอีก ตอนที่ชีร้องเพลง Love is pain เพื่อไว้อาลัยให้แก่ Prince ร้องดี แถมฝนยังตกจริงๆอีก เล่นเอาเราขนลุกไปเลย 10 นาทีสุดท้ายอ่ะเป็นอะไรที่พีคที่สุดเพราะฝนก็ตกหนักขึ้น เพลงเปิดเป็น Medley hit ไม่อยากบอกว่า แอบติ่ง ร้องได้ทุกเพลงเลย ดีโคดดดด เป็นโชว์ที่คิดว่าจะฟังไม่กี่เพลง แต่เฟอร์กี้กลับเล่นพวกเราอยู่หมัดในเพลงเเรก สุดยอดด 

 

พอออกมา stadiumอีกที ก็มืดซะละ ลืมกินข้าวไปสนิทเลย พวกเรารีบสัดข้าวเย็นตรง Island stage และ มุ่งหน้าไป beach stage ซึ่งZoukout เป็นคนจัด เราโคตรตื่นเต้นเลยที่จะได้ดู Chainsmoker!!!! ตอนต้นปีที่ไปดูที่ Coachellaมา ไม่ได้เข้าไปในโซนเวทีเลย คนเยอะเว่อร์ แถมยังต้องออกไปดูโชว์อื่นก่อนจบด้วย เพราะฉะนั้นคราวนี้ไม่พลาดชัวร์ เป็นครั้งแรกที่พวกเรามาถึงBeach stage ลมชายทะเลก็พัดมาต้อนรับเราเลย เฮ้ย บรรยากาศดีเวอร์ ทรายก็นุ่มอีกต่างหาก เรารีบพุ่งตัวไปที่หน้าเวที เป็นจังหวะที่ Chainsmokerขึ้นพอดี คนไม่ได้เยอะแน่นขนาดนั้น แต่ทุกคนกำลังคึกได้ที่ สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับ Chainsmokerคือ เค้าชอบมิกซ์เอาเพลงเก่าเก่าที่เราฟังตอนเด็กๆให้เข้ากับเพลงสมัยใหม่ของตัวเองเช่น เพลง Under the bridge ของ Red hot chilly pepper มิกซ์กับ Roses! นาทีช็อคโลกที่สุดของเราคือ ตอนที่เพลง Yellowของ Coldplayเปิด!!!! เฮ้ยคือมันดีมากอ่ะ!! (อาจจะยังไม่รู้กันแต่ชื่อบล็อกเราเนี่ย ก็แอบเอามาจากเพลง Yellowนะ เพราะ Stellar แปลว่าดวงดาวพี่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนฟ้า) เป็นโมเมนต์ที่พีคมาก เราชอบเพลงนี้สุดๆเอาจริงเป็นความฝันเราเลยที่จะได้ไปดู Coldplay Live!

 

 

หลังจากนั้นเราเบรคครั้งใหญ่ รอ Hostess all-nighter club เริ่มขึ้น วงแรกคือ Deerhunter ตอนห้าทุ่ม เอาจริงแล้วไม่รู้จักเพลงนี้ ตอนที่ฟังแล้วมีความรู้สึกเหมือนนักร้องหลงๆ แต่พอกลับมาฟังที่บ้านแล้วกลับชอบแฮะ

ตอนที่เข้าไปฟังวงที่สองDinosaur Jr ร่างกายเราเริ่มหมดแรงอย่างจริงจังและ จำได้แค่ว่าอยากรอถึงตีสี่เพื่อที่จะฟัง Temple ต้องคอยออกมานั่งฟังกันเป็นช่วงๆ แบตเตอรี่เหลือกันไม่มากและ 

Savage เป็นวงที่สมชื่อจริงๆ สี่สาว metal rock ที่สามารถทำให้เราข่มตาตื่นจากอาการง่วงนอนได้ นักร้องนำให้ฟีลเหมือนเทพเอเธน่า ดูมีความแข็งแรงทั้งร่างกายและเนื้อเสียง

 

และแล้วเราก็รอจนถึงตีสี่ รู้สึกเหมือนเป็นศพเดินได้แล้ว ณ จุดนี้ แต่ด้วยความอยากดู templeมาก เลยสั่งให้ขาตัวเองเดินไปหน้าเวที เอาจริงๆเพิ่งค้นพบวงนี้ก่อนมาไม่นาน เพราะฟังแล้วชอบมาก ให้ฟีลเดียวกับ Tame Impala ผสม The Beatles เป็นดนตรีที่ทำให้จิตหลุดออกไปนอกโลกได้ ดนตรีที่ให้อารมณ์ฮิปปี้ๆหน่อย พอถึงเวลาตีห้าครึ่ง พวกเราเริ่มทยอยเดินออกมาจากฮอลล์ จังหวัดที่เดินออกมานั้นเห็นผู้คนมากมายนอนกองอยู่ที่พื้น หมดแรงข้าวต้มมัดกันแล้ว 5555 บางคนนอนกับขวดเหล้าเหมือนหมดอะไรตายอยาก ภาพนี้เป็นภาพที่เราอยากcapture เก็บไว้ให้ทุกคนดูว่า นี่แหละ Summer Sonic ของจริงเป็นยังไง เกมคนอึด! 

จังหวะที่เดินออกมาจากฮอลล์ เห็นแสงสว่างพระอาทิตย์เพิ่งรู้ว่าโอ้แม่จ้าวนี่มันเช้าแล้ว!! ตอนนั้นทั้งรู้สึกโล่งใจ เหนื่อย เมื่อย ตื่นเต้น ทุกอย่างตีกันไปหมดพวกเราคือ Survivor ตัวจริง!! รู้สึกเหมือนพึ่งผ่านสงครามกันมา ทุกคนสุดยอดจริงๆอยู่ด้วยกันมาแบบ 24 ชั่วโมงจริงๆ! เลยถ่ายรูปกลุ่ม Survivor เก็บไว้เป็นที่ระลึก วันนั้นเดินกลับโรงแรมพร้อมฮัมเพลง Fergie อย่างสบายใจ กลับถึงโรงแรมประมาณเจ็ดโมงเช้า. นอนได้ประมาณ 3 ชั่วโมงก็ออกมาวันที่สองและ

 

เอาจริง Amazing มากที่เราไม่รู้สึกเลยว่าเหนื่อยนะรู้สึกสดชื่นอีกครั้ง กดปุ่มรีเซ็ต วันนั้นก็ดีด้วย ไม่มีฝน. แดดก็ไม่ร้อนเกินไป เราไปถึงที่ในงานประมาณเที่ยงรีบกินข้าวและเข้าไปดู Two door cinema club ตอน ที่เข้าไปในงาน ฟีลดีมาก คือคนรู้สึกแบบอินแล้วก็เต้นกันสนุกสนาน เอาจริงนาทีนั้นรู้สึกอากาศร้อนมากๆ แดดแบบเผาอยู่บนหัวจังๆ แต่ด้วยความที่ดนตรีมันสนุกมากเลยทำให้เต้นลืมเรื่องอากาศไปเลย ถือเป็นวงเปิดวันที่ดีมากๆ

 ต่อจากนั้นเรารีบวิ่งมาดู Cashmere Cat เวทีที่อยู่ห่างกันมากต้องเดินไป 20 กว่านาที นี่ก็คือข้อเสียของที่นี่ เสียดายพอมาถึงได้ดูแค่สามเพลงอ่ะ เราชอบเพลงสุดท้ายที่เล่นมาก จนต้องกลับมาหาต่อที่บ้าน เพิ่งรู้ว่าชื่อเพลงคือ Forever1

หลังจากนั้นเราก็ไม่มีอะไรทำ ชิวจนถึง Radio Head ตอนทุ่มหนึ่ง เลยแวะไป Beach stageซะหน่อย

เป็นที่ที่เราชอบที่สุดของหางานเลย นี่ถ้าได้จิบเบียร์ คุยกับเพื่อนริมทะเล แถมยังฟังเพลงในวงที่เราชอบไปด้วยแค่นี้ก็ฟินเวอร์ละ เสียดายไม่ค่อยมีวงที่เราอยากดูมาเล่นที่เวทีนี้ ณ จุดนั้นพวกเราตัดสินใจที่จะไม่ไปดู James Bay และรีบเข้าเร็วเพื่อที่จะไปจองที่ดู Radiohead

  

 

เราเข้าไปเร็วกว่าหนึ่งโชว์ ตอนนั้นวงญี่ปุ่นกำลังเล่นอยู่ ในสเตเดียมเนี่ย คนเต็มเกือบนับแสนได้ พวกเรานั่งฟังเพลงไปแบบใบ้ๆไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร แต่รู้สึกได้ว่ามันเป็นโชว์ที่ดีมาก คนญี่ปุ่นข้างๆเนี่ยร้องเพลงตามหมดเลย แถมยังมีการประสมประสานวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นลงไปด้วยเช่น การเอาเกอิชามารำพัดเต้น หรือการตีกลองแบบไทโก

พอช่วงจังหวะตอนโชว์จบ เรารีบอาศัยช่องว่างของคนที่เดินออกมาและเบียดเข้าไปข้างหน้า โชคดีมากที่ได้เข้าไปไกลเวทีเวอร์ๆ มีประมาณหกถึงแปดคนอยู่ข้างหน้า เราแบบเห็นหน้าThom Yorke แบบไม่ไกลมากชัวร์ แต่อยากสารภาพจากคนที่ไม่ค่อยสูงมากอย่างเรา ณ จุดนั้น ไม่มีรูให้ออกซิเจนผ่านเข้ามาในจมูกเลย เพราะทุกคนเบียดกันมากๆ แล้วก็ข้างหน้าข้างหลังเราทุกคนสูงหมดเลยถ้ามองอะไรไม่เห็นต้องเขย่งเพื่อรับออกซิเจนจากอากาศข้างบน  ไอ้ช่วง set upนี่สิ รอนานมาก ปกติโชว์ที่ญี่ปุ่นจะตรงต่อเวลามาก แต่ที่นี่เลทเกินเวลาไปสักพักเลย ผู้ชมต่างก็รอในความมืดด้วยความตื่นเต้นเมื่อไหร่จะเริ่มสักที

 

หลังจากรอประมาณ 15 นาที ในที่สุด Radiohead ก็ปรากฏตัวบนเวทีขึ้น ตอนนั้นทุกคนข้างข้างเราเหมือนสติหลุดแบบพยายามจะเบียดกันไปข้างหน้า ผลักกันไปมาเราแทบไม่มีจุดยืนเลย เล่นเปิดด้วยห้าเพลงแรกในอัลบั้มใหม่ เพลงที่เราชอบมากที่สุดคือ Daydreaming เพราะมันรู้สึกเหมือนลอยได้ อินกับเพลงนี้มากเพราะรู้สึกฝันไว้จริงๆ ไม่คิดว่ายืนอยู่ข้างหน้าที่ใกล้ตอนนี้ ทริปนี้เหมือนฝันมากจริงๆ ที่ได้มาเจอทุกคน มาร่วมประสบการณ์ดีดีแบบนี้ เป็นโชคชะตาจริงๆ ต้องขอขอบคุณ Converse Thailand และ a book publishing มากๆ หลังจาากนั่นก็เล่น trackเก่าๆเช่น 2+2=5 โอเอ็มจี เราจำจังหวะเพลงนั้นได้แม่น คือทุกคนบ้าไปแล้วกระโดดไปมาและอินกับทุกๆบีด ตอนนั้นเราโดนผลักไปข้างหน้าทำให้ยิ่งใกล้เข้าไปอีกถือว่าโชคดีมาก คืนนั้นทำให้รู้ว่า Thom Yorke เค้ามีความ weird ตีสจริงๆ ขนาดส่งเสียงร้อง แปลกประหลาดบนเวที คนยังกรี๊ดระเบิดเลย วันนั่น ดีใจมากที่เล่นเพลง Lotus Flower, Everything is in the right place, Idioteque สามเพลงที่เราชอบ แต่พี่พีคที่สุดของวันนั้น เพลงที่ไม่ได้เล่นมาเป็นเวลาแปดปีแต่ได้เล่นในคืนนี้คือ Creep โมเมนต์ที่เล่นเพลงนั้น ทุกคนดีใจมากเห็นคนญี่ปุ่นข้าวหน้ากอดคอกัน ความรู้สึกเหมือนเล่นเพลงชาติ Radiohead nation คนประสานเสียงร้องเพลงออกมาพร้อมกัน ทั้ง 100,000 คนและ 4-5ชีวิตบนเวที เป็นเมจิกโมเมนต์มากสำหรับเรา เราว่าเพลงนี้มันมีความพิเศษมากสำหรับทุกคน เป็นเพลงที่มีความทรงจำกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นเพลงที่ touchใครๆได้หลายคน ทุกคนต่างมีความ insecure ไม่มีใครที่perfect ทุกคนอยากได้รับการยอมรับ นี้ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเราไม่ได้รู้สึกแบบนี้คนเดียวนะ ยังมีอีกหลายคนที่รู้สึกไม่ belongในสังคม ตอนที่เราดูเพลงอยู่แล้วเหลือไปเห็นลุงแก่คนหนึ่งเหมือนว่าจะมาดูคอนเสิร์ตคนเดียวนะ เราเห็นภาพวงดนตรีผ่านจากเลนส์แว่นเขา ภาพนี้ทำให้เราแอบน้ำตาซึมออกมา เค้าคงฟังเพลงนี้ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น คงมีmemory มากมายเกี่ยวกับเพลงนี้ เราว่าความสวยงามของดนตรีคือมันสามารถทำให้เรากลับไปความทรงจำหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ดีหรือร้าย ทำให้เรารู้สึกถึงรสชาติชีวิตมากขึ้น energy ของทุกคนในคืนนั้นดีมากๆ แล้วรู้สึกโชคดีมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานในคืนนั้น ดนตรีหลอมรวมพวกเราให้เป็นหนึ่ง โชว์จบด้วยการยิงดอกไม้ไฟหลายอันขึ้นไปบนอากาศ เป็นคืนที่สวยงาม จบลงพร้อมกับเสียงปรบมือของคนเป็นแสน คอนเสิร์ตจบลงไฟเปิด

 

อีกเรื่องที่เราตกใจมากคือ คนญี่ปุ่นต่างหยิบขยะขวดน้ำของตัวเองขึ้นมาจากพื้น และทยอยเดินออกไปทิ้ง ต้องขอยกนิ้วให้คนญี่ปุ่นจริงๆ ไปคอนเสิร์ตมากก็หลายที่ พึ่งจะมาเจอชาติที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงขนาดนี้

เป็นสัปดาห์ที่ผ่านไปรวดเร็ว และดีมากจนแบบคิดว่าฝันไปหรือเปล่าเนี่ย มันไม่ใช่แค่การไปฟังเพลง แต่มันคือการได้แชร์ประสบการณ์ร่วม และสร้างmemory กับทุกๆคนในทริป เป็นหนึ่งในทริปที่ดีที่สุดต้องขอขอบคุณ Converse Thailand, a book Publising หนังสือที่เป็น inspiration ของแคมเปญนี้ Live from Planet Earth

คนที่เชื่อว่าเทศกาลดนตรีสามารถทำให้เรามองโลกในแง่มุมหนึ่ง แค่ใส่หูฟังแล้วเปิดเพลงเท่านั้นทุกอย่างก็ดูมีสีสันขึ้น เราดีใจมากที่บ้านเราให้ความสนใจกับเทศกาลดนตรีดีขึ้นเยอะเลย หน้าหนาวเนี่ยก็มีหลายหลายเทศกาลที่เราตั้งหน้าตั้งตารอ

Mystic Valley เทศกาลดนตรีสามวันที่จัดในเดือนพฤศจิกายน เราชอบเทศกาลดนตรีที่จัดในที่กลางแจ้งมาก จัดในหุบเขากว้างที่เขาใหญ่ เต้นไปกับเสียงเพลงทั้งวันทั้งคืน และได้นอนดูดาวตอนกลางคืน  แนวดนตรีจะเป็นสาย electronic มีทั้งหมดสี่เวทีใหญ่ ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ lineup เพิ่งประกาศมาสัปดาห์ที่แล้ว ปีนี้เป็นปีแรกที่จัด แต่ได้พาดีเจชื่อดังระดับโลกอย่าง Sander van Doorn หนึ่งในดีเจชื่อดังที่สุดของศตวรรษนี้ เราคิดภาพตัวเองร้องเพลง gold skies ใต้แสงจันทร์กับทุกๆคนออกเลย นอกจากนั้นยังมีดีเจชื่อดังระดับโลกมากมายเช่น like DubVision, Aly & Fila, YVES V  เป็นดีเจระดับแนวหน้าที่ไปเล่นในเทศกาลดนตรีระดับโลกมาแล้วทั้งนั้นเช่น Ultra, Arcadia, Tommorowland นอกจากดนตรีแล้วสิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ การได้ไปนอนแคมป์ท่ามกลางหุบเขาใหญ่ท่ามกลางหมู่ดาว นอกจากนั้นตอนเช้ายังไปคลายร้อนได้ใน pool party อีก แถมเรายังได้ยินข่าวลือมาว่ายังมีเวทีรับที่ยังไม่เปิดเผยออกมาอีก แค่เราเขียนอยู่ก็ตื่นเต้นแล้วนะเนี่ย ยังไงก็จดไว้ในปฏิทินเลยนะทุกคนงานดีดีแบบนี้เมืองไทยไม่ได้มีบ่อยๆนะ ข่าวดีก็คือ บัตร Early bird จะเริ่มปล่อยวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ตอนเที่ยงคืน (12กย) บัตรราคาเพียงแค่ 2,490 เท่านั้นสำหรับสามวัน และ4,990 สำหรับ VIP ใครที่ตั้งใจจะไปก็อย่ารอล่ะ เพราะบัตรราคาดีไอย่างนี้เค้าวางขายแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วไปปลดปล่อยจิตวิญญาณที่ Mystic Valley กันนะ!

  

Live. Love. Wonder คือมอตโตหลักของเทศกาลดนตรี Wonderfruit เทศกาลที่magical ที่สุดของประเทศไทย คราวนี้จัดเดือนธันวาวันที่ 15-18 เป็นเวลาสี่วันที่เฉลิมฉลองดนตรี ศิลปะ และชีวิต ปีนี้ Wonderfruit Surprise เราตั้งแต่กลางปีเลยในการเปิดเผย big headliner อย่าง Rudimental!! แถมยังมีศิลปินระดับโลกมากมายเช่น Wolf + Lamb, Young Fathers, Matador, and Nastia นอกจากดนตรีแล้ว สิ่งที่เราตื่นเต้นมากคือ แฟชั่นในงาน! งานนี้เป็นงานที่ทุกคนแต่งตัวจัดเต็ม ด้วยเสื้อผ้าโบฮีเมียน ทุกปีที่เราต้องแวะคือ Taste of wonder แหล่งรวมเสื้อผ้า boutique สไตล์โบฮีเมียนจากทั่วประเทศ เป็นเทศกาลที่รวมสองสิ่งที่เรารักมากที่สุด แฟชั่น กับดนตรี ใครที่ไปเจอกันได้ในงานนะ! 

Special Thank to Converse a book publishing

(Dress day1) Pant: TandT    Top: Forever21    Sneaker:Converse

(Dress day1) Dress: Pomelo   Sneaker: Converse

Photographer: Tanachote, Anuwat, PatamusePanuSummer Sonic

Next morning I woke up feeling like I’m about to go on a big adventure! It’s the day I could fully be myself, I armed in my boho gear and ready to absorb some good music and release energy with a massive crowd all day and night. 

The concert started from 11AM and for night owl definitely needed to visit all-nighter hostess club that last until 6 in the morning next day. Seem pretty intense right? So what should people that never been to Summer Sonic should know before going there?

 

Let’s start from the top, ticket! 

The lineup usually announced at the beginning of the year. Like most of the famous festivals are very hard to obtain the ticket. Japan also has a very bizarre way of getting the ticket. The ticket would go on sale around end of May (Same time as Coachella advance ticket) the ticket usually sales quick like a hot cake. This is kind of festival that you can go for one day or both day, and for fancier ticket is Platinum. With the platinum one-day pass, you can get welcome drink, exclusive viewing area, exclusive lounge etc. For party animal, Hostess all-nighter club will restart you day on Saturday night after 11PM, another party floor would open up and let you dance until dawn.

Tickets

One Days Ticket            JPY 16500 (USD $154)

Platinum                       JPY 30000 (USD $280)

Two Day Pass                JPY 30500 (USD $285)

Hostess Club                 JPY 8500 (USD $84) 

If you’re resident in Japan, I heard that you can just simply buy it from a convenient store or record store when it goes on sale. Or buy it online and let them delivery to your house.

For non-resident like us, there are several ways to get

  • Official website: *warning, you need to be able to read Japanese because everything in website is in Japanese* same method as resident and ship it to your friend's place in Japan. For the early bird purchase, there will be a complementary free summer sonic T-shirt or bag that worth 4,000 Yen.
  • Partner’s website: The global way of getting the ticket is to buy it from partner’s website like Rakuten or E+ and many more. This ensure that you 100% understand and pick it up at the convenient store or at the venue.
  • Third party vendor: English-friendly website like Yoyagin, viagogo. This you can get ticket ship to your home anywhere, or pick it up hotel.
  • Thai agent: Easiest way to get ticket is to contact through agent like BeYourTravel, they would take care of your concert ticket, even airfare and hotel too! Up to your choice! 

 

So you got a ticket? Congratulation! Now let’s see

What you should bring in the festival

  • Sun block and poncho: two items come hand in hand because one minute you feel striking hot and next thing you know big heavy rain could hit you.
  • Cool wet tissue/ towel: during the day, you can get really sweaty due to super humid and how weather, so cool wet tissue can help you stay fresh. Similar to putting Snake’s prickly heat power on.
  • Comfortable shoe: each stage is VERY FAR from each other, so better in the good shoe
  • Fanny pack: put all your money, phones, and valuable stuffs there, I wouldn’t recommend bringing big backpack because it’s hard to move around with it
  • External charger: for digital zombie would alternative source of energy to survive the whole day

 

Where to stay

There are 2 ways of staying in the festivals; 

1) Sea Village Camp: It's the camping site area by the beach in the festival site. Good thing is you don't have to prepare the tent, it comes with the price ¥30,000 ($290) and can stay only 4 people. And breakfast would be provided. I've never stayed in the camp but I think it would be fun if only it doesnt rain.. but it's in rainy season..

2) Hotel: I think it's probably easiest option for us. Proper bed, shower, and food. It's easy to commute to festival via train anyway 

 

Stages 

There are total 8 stages in various places. Each stage is named after the nature like how you find each type of Pokémon. I’m not going to go through all the stages because I didn’t have time to cover all. Each stage is pretty far from each other.

There are 5 outdoor stages on the beach side

Marine stage: the main stage in 80,000-seat stadium. All the headliner will perform here. Some of the big name this year would be Radiohead, Weezer, Two doors cinema club, Fergie, and Alesso. What surprised me the most is your wristband will be divided into a right or left wing, and you can only entry from the particular side your ticket stated. Even when you get into the stadium, you can’t just walk to anywhere you want, they will organize the path for people to walk to avoid crowd pushing each other.

 

 

 

Beach stage: located literally by the beach!! It’s my favorite stage despite I spent the least time here. Dancing on the sand with the ocean breath to favorite band. What could we ask more!

 

 

 

Island stage: small venue located in the food area between marine and beach stage. The band would be from the international indie band.

 

Park stage and Garden stage: They are only 2 stages that I didn’t make a stop but I walked pass it. Located near the Sea Village which is for those who camp at night.

 

 

Moving on if we cross the street over to another side. It would take us around 15-minute walk, we would find another 3 indoor stages;

Rainbow stage: located near the Sonic Vegas where people can play casino. The weird part for me is people can pay to choose a pretty dealer to host your table.

 

 

Sonic stage & Mountain stage: are next to each other. In the middle is silent disco where people were given headphone and pick their own channel and dance to the beat in the ear, quietly from outsider’s perspective.

 

Festival Fashion

I was quite surprised that Japan seems to be a country that big on fashion and how they expressed themselves through clothes, but I saw only a few people dress up in festival gear like flower crown, lace dress, or kimono. I would say 70% wear Summer Sonic or the band T-shirt. Ohh and they like matching clothes! 

 

 

Getting there

We took JR train-Keiyo line to Makuhari Station. (It was the same line going to Disneyland) The train was packed! We got to the festival field around noon. The rain welcomed us when we got to main stadium.

We stopped at the bar to get the drink first thing. Guys in my team hardly focused on the drink. No wonder the line was always long, the beer girls LOL! They's super kawaii! As we walked to main stage, all of us got splashed by the girl squad in bikini in the huge truck. LOL Alright I get in Japan, this is the way to welcome us huh?

 

We got there just in time for Weeeeezer! The moment I first got into the stadium, I just felt home under the big blue sky, the crowd was already hyped up. The next thing I know I was singing along the song “Beverly Hill” with the Weezer. I didn’t grow up with Weezer song, but there were many songs reminded me of California like “Island in the sun” and “Say it ain’t so” I’m pretty sure a lot of people had nostalgic moment.

Next was Fergie! It was the pop song all of us thought we were going to listen to few songs and head over Panic at the Disco. But Fergie’s charm and energy got us hook till very last bit of the show! The incredible thing about this show was a little 3-year-old girl that her dad brought to stage and gave her piggyback ride to the best seat in the house. She had the earplug to protect the ear and dance on her dad's shoulder. The best moment for me was when Fergie sang “big girls don’t cry” and the rain started to pour down and everyone just sang along with her. I got big goose bump when she sang “Love is Pain” as a tribute to Prince. And last 10 minutes we were dancing in the rain with incredible hit medley of Black Eyed Peas song. It was an unexpected performance! We didn’t expect anything more than just another pop artist, but Fergie killed it!

 

 

It was already dark when we walked out the stadium and we just realized we forget the lunch, so we quickly grabbed dinner by island stage before heading to beach stage that hosted by Zoukout. I was soooooo excited to see Chainsmoker again this year! I saw them from far far away at Coachella this year, but couldn’t finish the whole show because I needed to see other show. It was the first time all of us got to beach stage and ocean breeze welcomed us to the stage. OMG I swore that I could sit and chill by the beach all day long listening to music. The stage was not too crowded but super good crowd. The thing I love about this Chainsmoker was they always mixed the nostalgic childhood track like “Under the bridge” by Red Hot Chilli Peppers mixed with most famous track, “Roses.” The most magical moment for me is when they played my all-time favorite song “Yellow” by Coldplay!! (You might not know but this song is reason why I name this blog Stellar Balcony, star is inspired from color yellow!) It’s my dream to see Coldplay live once in a life! It was so amazing to hear it at Summer Sonic, they mixed with “Don’t let me down.”

 

After that we took a long break and waited for Hostess all-night club to start until 11PM. My friends wanted to see Deerhunter, I don’t know this band and their song, but I thought they sang off the key. Hmmm funny thing is when I went back home to listen, I like it.

For Dinosaur JR, my body was too tired to feel any beat. I don’t remember much about this band. All I know was I want to see Temple at 4PM. Still got a lot of time to kill. We just rested on the floor, charging energy during the transition 

Next band before Temple was Savage. No wonder why it’s called savage. 4 girls rocking the stage at 3 in the morning. I feel like she’s Athena, the Greek Goddess. The movement and her voice embodied heroine. I’m not a big fan of metal rock but felt very impressed by the act.

 

 

And finally we waited until 4AM, I know that I probably sleepwalking by now. I was so surprised by how crowded the room was even in 4 in the morning. I really wanted to see Temple. I recently discovered this band before coming to Summer Sonic and found it’s very similar to the band I want to see, Tame Impala mixed with the Beatles. It’s kind of music that makes you out of world, almost spiritual. This would be my first time seeing them live. I just thought this Brit band is so cool, totally brought me to happy hippie moment.

It was 5:30AM when we walked back, I saw so many bodies without engine lying on the floor everywhere!

As we walked outside of the building, we saw the first light in the sky… it was a speechless moment.

So many mixed feeling; tired, funny, conquered, and relieve! We did it! We survived the first night in Summer Sonic! I felt like we were the veteran that just survived the wallfare, felt blessed that we standed by each other all the time. So all of us took the trophy picture of the survivors in front of the stadium! It was epic first night, I was humming Fergie song on the way back to hotel 7 in the morning! We rested in peace for 3 hours before getting ready for Day 2!

 

 

Just like miracle… but I feel so refresh despite few hours of sleep, and ready to conquer to festival field again! The weather today was great! No big thunder, clear sky

After the show, I ran to see Cashmere Cat, which started around 20 minutes already. That’s the downside of Summer Sonic, each stage was so far apart! It took us 15 minutes to walk from main stage to mountain stage. Too bad we only caught Cashmere Cat on his last three songs! The last song, “Forever 1” was super good, the beat took a walk in deep forest. It was worth the walk.

For our next show, we don’t have anything plan to see until Radiohead at 7PM! So went to chill by the beach stage, this honestly my most favorite spot in Summer Sonic, we just sat by the beach, listened to cool jam, drunk and talked… but too bad there was not so many bands I want to see in this stage. We decided to skip James Bay and wait at the main stage one show before. Although I really wanted to see James Bay, but we had to sacrifice one band to be able to get to front!

  

 

We got into main stage a show earlier. The stadium of almost hundred thousand people was officially packed! Although I had no idea what artist sang, but I could feel that it was a good show. All Japanese people beside me were singing along. What I like the most was they integrated the Japanese tradition into the show like Geisha dance and Taiko, Japanese drum!

The moment that the show ended, I used that opportunity to squeeze to the very front. We got really lucky and got to stand really close to the stage. Maybe 6-8 people only in front of us. I can tell you that at the moment I feel like I couldn’t breathe because everyone around me was so tall, mostly guy!! I had to stand on my toe to get the fresh air from above. The transition moment seemed like forever. Everyone got the phone ready for the opening act. Normally the show in Japan would be so punctual, but show here was 15 minutes late! They took a really long set up.

 

Finally here come Radiohead on the stage, all the crowd got mad and tried to push each other to the front! I was relatively short in the group of crowd and had to stand on my toe the whole time to breathe the air, it was so tough but worth the view. They played first 5 songs from new album, my favorite on for this first set is “Daydreaming” it was so unreal for me to stay right there so close to the stage and witnessed all this. The music spoke directly to me. Then they started to bring us back to their old track like “2+2=5” OMG I remember this song, everyone lost their mind and jumped all over the place and I got pushed to even closer, so that’s brilliant. Thom Yorke is just incredible performer; just he made some gibbering on the stage, the crowd would go crazy on him! Another highlight on that night was he played “Lotus Flower,” “Everything in Its Right Place,” and “Idioteque” 3 songs that I like! The climax of the show was at the very end when he played “Creep” for the first time after 8 years!! The moment was like national anthem, everyone was so happy and hugged each other. I saw one old man who seemed to come to watch Radiohead alone, I saw the band through his round glasses. This brought tear to my eyes, he must have many childhood flashbacks listening to the band when he was a teenage. This is the beauty of the music, it unlocks your memory both good and bad time and made you feel human. The power of crowd that sang along were just insane! I felt so blessed to be part of the positive energy that night. We just a group of human with music at heart, celebrating, singing, and dancing. The show ended with big firework shoot high to the sky, it has no limit. It was just incredible memory I just shared with hundreds and thousands of crowd. 

 

After the show ended, most of Japanese picked up their litter with them, from this I can conclude that Japanese is the most responsible folk!

This weekend happened so fast. This is too good to be true. It was not only about listening to music, but also experiencing with other people, bonding with my new buddies! I was so happy to get to meet everyone and none of this would have happened without Converse Thailand, a book publishing, and inspirational book, “Live from Planet Earth!”

I'm a strong believer that festival shaped the way I see and interact with the world, just a music plugs in ear and the world turns color. I'm so happy that there is a lot more festival in Thailand for this coming winner!! There is serveral festival in Bangkok that I’m looking forward to this winter like

Mystic Valley; it is a 3-day music festival in November. I just love an outdoor music festival; to reunite in beautiful nature in Khaoyai, gaze the star in the camp at night, and dance to the music all day and night! The main genre will be electronic, with 4 big outdoor stages in the wilderness. Some of the big headliner just announce last week like Sander van Doorn!!!! One of the most prominent DJ in 21th first century. I could picture myself singing ‘gold skies’ in the big festival field in the nature and star with everyone. Alongside with many world class DJ like DubVision, Aly & Fila, YVES V that have performed best festivals around the world like Ultra, Acadia, Tomorrowland. Another thing that I’m excited for is after a party all night, we can crash peacefully at the tent located in the beautiful valley under the starry sky. And during the day time, we could also relax in pool parties, I’m getting so excited just writing about this. Plus a little bird told me there will be secret hidden stage!! So mark your calendar, party animal, this is a rare opportunity for Thailand to have this golden epic festival like this! Good news! The early bird ticket will be on sale this Sunday midnight (12 Sept) only THB 2,490 for GA and THB 4,990 for VIP available only 24 hours!! I can't wait to put on my flower crowd and free the spirit in the festival field! See you guys at festival field!

  

 Live. Love. Wonder, Wonderfruit is one magical festival of the year. For this coming December 15-18, 4-day of celebration in music, art, and life! This year they surprised us early with the release of big headliner like Rudimental! And many other top artists around the world like Wolf + Lamb, Young Fathers, Matador, and Nastia. Apart from a music, one of the thing I that excited me the most is fashion! Can’t wait to hop in the taste of wonder, a place where I discover great many bohochic boutique houses in one place. It’s the festival that combines two things I love most in the world; fashion & music and I can’t wait to go back there again this year!

  

 

Special Thank to Converse a book publishing

(Dress day1) Pant: TandT    Top: Forever21    Sneaker:Converse

(Dress day1) Dress: Pomelo   Sneaker: Converse

Photographer: Tanachote, Anuwat, Patamuse, Panu, Summer Sonic