19.11.15

PHENIX LIGHT IN KAWAH IJEN

Indonesia

Kawah Ijen

ขอโทษทุกคนที่เราหายไปช่วงนี้นะคะ พอดีวันก่อนเรามีงานรับปริญญา เเละยังมีงานถ่าย เโปรเจคอีกหลายๆอย่าง เลยทำให้ไม่ค่อยได้มาเล่าเรื่องให้ฟังกัน เดี๋ยวถ้าโปรเจคเสร็จเเล้วเราจะเอามาเม้าท์ให้ฟังกันนะ 

วันนี้ เราเปิดผ่านเห็นรูปที่ไปอินโดที่ไปมาประมาณสองเดือนที่เเล้ว จริงๆเเล้วอยากเล่ามาตั้งนานเเล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส เพราะตอนกลับมาจากอินโดใหม่ๆ เป็นช่วง Fashion Week ไหนจะ Elle Fashion Week เอย Bangkok International Fashion Week เอย ช่วงนี้เริ่มมีเวลาเเล้วเลยอยากทยอยมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

อินโดตะวันออก หรือชวานี้เป็นสวรรค์ของนักผจญภัยเลยทีเดียว ใครชอบเที่ยวธรรมชาติ ต้องยอมรับเลยจริงๆว่าเค้ารักษามาได้ดีเหลือเกิน 

Sorry love I’ve been so busy this week. I have a big commencement day earlier this week. Also catching up with works, many photo shooting and upcoming collaboration projects. I’m excited to share with you in the near future! Stay Tuned! 

Today I happened to browse at the old photo From Indonesia trip last few months ago; I’ve been longing to share with you an amazing experience and adventure in the East of Indonesia, but I have been busy ever since I came back from the trip it was a beginning of fashion busiest season in Thailand such as Elle Fashion Week or Bangkok International fashion week. I think this is the right time to share you the adventure. 

Java is the best place if you’re into adventure or want to conquer in the wilderness! Jana nature has been preserved as its best.


Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen 
Kawah Ijen

LOCATION: Kawah Ijen, INDONESIA

เรื่องราวต่างๆได้เริ่มต้นขึ้นตอนที่เรามาถึงสนามบินที่สุราบายาจากบาหลี พอมาถึงก็โชคดีที่มีพี่ไกด์ใจดีรออยู่ พี่เค้าชื่อบรัม คนนี้ได้รับการเเนะนำมาหลายต่อเเล้วว่าดีจริง ไม่เหมือนไกด์ทั่วไป เหมือนเพื่อนร่วมทางมากกว่า มาเที่ยวที่นี่ถ้าไม่มีไกด์น่าจะไปไหนมาไหนยากหน่อย เพราะไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษเเละป้ายบอกทาง ดีที่ได้พี่บรัมมาช่วยนำทาง บรัมขับพาพวกเรามาร่วม 7 ชั่วโมงก็ถึงหมู่บ้านเล็กๆข้าง Kawah Ijen

Kawah Ijen เป็นหนึ่งในปากปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนกลางคืนจะมีปรากฏการณ์พิเศษที่ทุกคนทั่วโลกเดินทางมาชมกัน มันคือเจ้าไฟบลูไลท์ที่เกิดจากปฏิกิริยาของก๊าซซัลเฟอร์

วันนั้นเราจำได้เเม่นเลย เข้านอนตั้งเเต่สี่ทุ่ม เเล้วตื่นตีสอง!! เพื่อที่จะไปดูบลูไลท์ ออกมาจากบ้านก็เจอบรัมมารับตรงเวลาเป๊ะ! เค้าขับพาเราไปส่งที่ชายเขา มีไกด์อีกคนมาพาเราขึ้นไป ขอบอกเลยว่าหนาว และมืดมากตอนขึ้น เราต้องหยุดพักหายใจหลายรอบเลย ขาก็สั่นไม่ไปต่อ แต่อดทนอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงได้เราก็ไปถึงยอด เราคิดในใจ แค่ได้เห็นดาวจากบนนี้เป็นล้านๆดวงก็คุ้มเเล้ว อยู่ที่กรุงเทพไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นดาวสักเท่าไร 

เมื่อเดินมาเรื่อย ในที่สุดก็จะเจอป้ายตัวใหญ่มากบอกว่าจะเข้าเขตที่มีสารซัลเฟอร์เเล้ว พ้นจุดนี้ต้องใส่หน้ากากป้องกัน พอก้าวเข้ามารู้เลยว่ามาถูกทางเเล้ว กลิ่นไข่เน่าแทรกผ่านหน้ากากมาเตะจมูกอ่อนๆ ทางเดินลงข้างล่างต้องระวังมากมากเพราะมันแคบ เเละมืดมาก ขณะนั้นเวลาประมาณตีสี่ ในขณะที่นักท่องเที่ยวตั้งหน้าตั้งตาเดินลงไป เราก็เห็นคนเหมืองขนอะไรเหลืองๆขึ้นมา สวนทางกับพวกเรา พอถามไกด์เเล้วจึงได้คำตอบที่น่าช็อคมาก

พวกคนเหมืองนี้ที่จริงเป็นชาวบ้านธรรมดา ถ้าลองดูอุปกรณ์ที่ใช้ขนเเล้วรู้เลยว่าเป็นตะกร้าผัก หรือถุงปุ๋ยที่เอามาดัดแปลง ก้อนเหลืองๆที่ขนคือซัลเฟอร์หนักถึง 40-50 กิโล ลองคิดดูว่าแค่เราขึ้นมาตัวเปล่าสามชั่วโมงก็จะเเย่เเล้ว นี่ยังต้องขนก้อนแร่ลงไปที่โรงงานเหมืองอีก  เราตกใจมากเมื่อรู้ว่าเค้าได้ตังค์แค่โลละสามบาท ฟังเเล้วแอบหดหู่มากที่ต้องทำงานหนักขนาดนี้เพื่อค่าเเรงแค่ไม่กี่บาท แต่พอเรามาคิดดู บางทีเค้าอาจจะมีความสุขในสิ่งที่เป็นแบบนี้ก็ได้นะ เพราะเค้าอาจจะไม่มีกิเลส ตัณหามาก อาจจะมีความสุขในชีวิตที่เรียบง่าย  พอเราเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อย สักพักก็มาถึงเเล้ว ข้างหน้าคือแสงสีฟ้าสดทอดยาวขึ้นไปบนฟ้า แต่ละคนที่มาถึงก็หามุมนั่งของตัวเองเพื่อดูแสงนี้ เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกเวทมนต์ ที่มีพ่อมด แม่มดมานั่งรวมตัวกันเพื่อดูแสงพิเศษนี้เลย 

เรานั่งดูจนท้องฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ สายตาเราเริ่มปรับให้ชัดขึ้น ทำให้เรารู้ว่าข้างๆปากปล่องภูเขาไฟคือ ทะเลสาบสีมรกตที่สวยมากกก เห็นเเล้วพูดไม่ออกเลยว่าธรรมชาติสามารถสร้างสรรสิ่งสวยงามขนาดนี้ออกมาได้ ฉากที่เราเห็นตรงหน้านี้เหมือนอยู่ในหนังชัดๆ น้ำในทะเลสาบนิ่งสงบมาก แถมยังมีภูเขาสูงใหญ่เป็นฉากหลัง แสงอาทิตย์ก็สะท้อนกระทบเทือกเขาพอดี ทำให้รูปนี้เห็นตรงหน้าเป็นสีมรกต ผสมทอง เป็นภาพที่เราอยากจะเก็บจดจำไปตลอดเลย 

ขากลับ เราพึ่งรู้ว่าเขาที่เดินลงมานี้เป็นสีขาวหมดเลย เหมือนเดินในหิมะ แต่ไม่ใช่หิมะจริงๆนะคะ แต่เป็นเศษหินที่ละเอียดจนเป็นผงขาวๆ พอเรากลับขึ้นไปถึงยอดอีกครั้ง ตอนนี้สว่างเต็มที่เเล้ว ก็เห็นว่าพวกเราถูกโอบล้อมไปด้วยทะเลหมอกทั้ง 360 องศา พวกเราเดินไต่เขาลงไปเรื่อยๆ ข้างๆก็เป็นทะเลหมอก เป็นวันที่เหนื่อยแต่น่าจดจำที่สุดวันหนึ่ง เรารู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสมาเห็น เเละเจอกับสิ่งเหล่านี้ เราอยากให้ทุกคนได้มาเห็นกับตาตัวเองบ้าง เลยอยากแชร์ประสบการณ์เหล่านี้ให้ฟังนะคะ ☺

 

Dress: Senada Theory 

Photographer: Em, Muse, Chompoo 

 

 

 

The journey began when arrived at the airport from Bali. Once we got to the airport in Surarabaya, it was late at night but luckily a local guide, Bram was waiting for us at the airport. We got recommended by many people to contact Bram when you want to come to Indonesia. He’s not like a normal guide, he’s more like travel companion to us. It’s very hard to travel in Indonesia by yourself since not so many English and road sign. Luckily we had Bram to guide us the way and drive to Kawah Ijen. It was such a long drive like 7 hours, so we had a lot of good sleep in the car before reaching the little village called Sempol near Kawah Ijen.

 

Kawah Ijen is one of the world’s largest volcanic crater lake. At the nighttime, people from all over the world hiked up this mountain for hours to witness the phenomenon of Blue fire, which is ignited from sulfuric gas. 

We woke up 2 in the morning for this adventure! It was the earliest time in my life that I woke up for travel. The route to Kawah Ijen is a little challenging when I have to hike up 3 kilometers in cold and dark and it was very steep. I had to stop a lot of time to catch up my breath. After about an hour, we reached the peak. Up here we could see a million of stars in the sky. This is already a big reward for me, I don’t normally see that many stars in Bangkok. 

Once we reached the peak, we saw a big warning sign about the polluted sulfuric zone ahead; from this point we need to wear the mask to hike down to the crater.  It took us around another half an hour, it was very narrow and rocky, and we had to hike down in the dark. By that time, it was around 4 AM, I just realized the apart from tourist marching down to see the Blue fire, miners that carried loads of kilo of yellow substance were heading up the hill. We asked the local guide what are they doing, and we got the answer that was quite unexpected. 

These miners are villagers who made a trip down to the crater in the middle of the night and mined the yellow substance or the sulfur rock. Each trip they would carry up to 40-50 kilos up, and brought it down to the factory to earn some money. They made only 3 Baht or 10 Cent for each kilogram. Unfortunately, no matter how hard it took, they could only earn such a small amount of money. It was sad to hear this story but at the same time maybe this people also have less desire in a materialistic world and happy with this simple life. Just when I had some thought to myself, what I saw in front of me is an enigma. The blue flame was lighting up the dark sky. Everyone found their own spot and stared into the blue fire. It seems to me like some sort of wizard gathering. 

Once the dark sky started to fade to white, I started to see clearer and clearer and just realize the view in front of me is even more speechless. On the right side of the crater is the stunning emerald lake. This is a scene where you could only find in the movie, but it’s right in front of us. Before me was a stilled water, and a big mountain in far away as a background. The sunlight that shone on the peak of the mountain made it gold on the edge of the picture frame. This is the picture that I want to forever keep it in my mind. On the way back the mountain was covered with white ashes, which made it look like a snow. We reached back the peak of the summit it was already in the morning. We were surrounded by the sea of fog 360 degrees. We wandered down the hill above a sea of fog. The way back is a lot easier. Today I witness beautiful nature and I thought to myself how grateful I am, I would love everyone to witness this with their own eyes, thus I want to share you this amazing experience on my blog ☺ 

 

Dress: Senada Theory 

Photographer: Em, Muse, Chompoo