26.01.17

LANEWAY MUSIC FESTIVAL

Music Festival

                                laneway sg

ใครจะคิดว่าประเทศสิงค์โปรที่พวกเราคิดว่าไม่มีอะไร จะมีงานเฟสติวัลเจ๋งๆแบบนี้ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้ไปงาน St Laneway Music Festival งานนี้จัดเป็นครั้งที่ 7แล้ว แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้ไป ปรกติเราจะมองข้ามงานดนตรีประเทศเพื่อนบ้านไปเลย แต่ปีนี้เราดู lineupแล้วต้องไปให้ได้! มีแต่สายลอยๆสไตล์ดนตรีที่เราชอบทั้งนั้นอย่าง Tourist, Glass Animals, Tycho, Jagwar Ma, Bob Moses นั่นเลยเป็นเหตุที่ทำให้ตื่นเต้นและกดซื้อตั๋วเครื่องบินมาสิงค์โปรอย่างไม่ต้องคิด งานเริ่มประมาณสิบเอ็ดโมง เรามาถึงงานประมาณเที่ยงได้

จุดเด่นของงาน Lanewayคือ สถานที่จัดงานจัดที่ The meadows สวน Gardens by the Bay บรรยากาศเหมือนหลุดไปอยู่ในหนัง Avatar ยิ่งตอนกลางคืนเหล่าต้นไม้นี้จะสะท้อนแสงทำให้ surrealเข้าไปอีก ข้างๆจะเป็นตึกรูปเรืออย่าง Marina Bay Sand จุดแลนด์มาร์คสำคัญของสิงค์โปรอีก เรียกอย่างสถานที่จัดงานพีคไปอีก 

Who would have thought that Singapore will have this kind of festival? Where have I been missing out this festival for 6 years? This is my first time in St Laneway Music Festival! Normally I would overlook festivals in a neighbor country like this but this year when I looked up the lineup. Packed with foamy music (you know that electronic music that get you fly up the sky) like Tourist, Glass Animals, Tycho, Jagwar Ma, and Bob Moses. That list is totally hooked me up. The festival started around 11AM, we got there around noon. The highlight of Laneway is the venue is right between Singapore’s most iconic landmarks like The Meadow in Gardens by the Bay, which is the garden I believe inspired from Avatar especially at night time when these artificial trees were glowing in the dark. Beside Gardens by the Bay is the famous ship building, Marina Bay Sands.

 


laneway sg 
laneway sg 
laneway sg 
laneway sg

LOCATION: St Laneway, SINGAPORE

ความพิเศษของ Main Stageที่นี้คือ มันจะแบ่งเป็นสองเวทีซ้าย-ขวา ใช้ชื่อว่า Bay และ Garden ตามชื่อตึก และสวน Avatarที่อยู่ด้านหลังของเวที เพราะฉะนั้นการ setเพื่อเตรียมพร้อมวงต่อไปจะเร็วมาก สามารถขึ้นต่อกันได้เลย ซ้าย ขวา ในตัวงานจะมีทั้งหมด 4 เวที นอกจาก Main Stageแล้วจะมี Cloud Stageที่ด้านหลังเป็นตึกร้าง และ White Roomแนว electronic เวทีในร่ม ทั้งหมดล้วนเป็นเวทีเล็กๆ cozy บรรยากาศเป็นกันเอง

 

วงแรกที่เราตั้งหน้าตั้งตารอคอยมาดูวันนี้คือ Tash Sultana เคยดูตั้งแต่ชีเล่นในห้องนอนบน YouTube มาไกลมากจริงๆ เป็นคนที่เล่นแล้วมีความRawอยู่ในตัว เหมือนมีวิญญาณสัตว์ป่า ตั้งแต่ท่ากดคีย์บอร์ด หรือดีดกีตาร์รู้สึกได้เลยว่า innerมาเต็ม ชีเล่นดนตรีแบบเท้าเปล่า กระโดดเหยียบเครื่องดนตรีเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เล่นได้หลายเครื่องจริงๆเป็น one man show รู้สึกทึ่งกับเสียงร้องมาก เป็นพลังเสียงที่อัดแน่นไปด้วยemotional ได้ฟังอะไรแบบนี้เลยมันช่วยเติมแพชั่นในกระแสเลือดเราได้จริงๆนะ ชอบศิลปินที่ทำอะไรสุดๆแบบนี้

 

หลังจากนั้นไม่นาน ฟ้าฝนในวันนี้ไม่ค่อยเป็นใจ เริ่มทยอยตกลงมา พวกเราเลยไปหลบใน White Roomกัน เลยไปเจอวงฮิปฮอปจากแดนปลาดิบ วงนี้ไม่เคยฟังมาก่อน แต่ใช้ได้เลย มีการมิกซ์ดนตรีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นเข้าด้วย แต่ส่วนตัวไม่ได้อินกับฮิปฮอปขนาดนั้น

 

พอออกมาข้างนอกฝนยังกระหน่ำตกอยู่เราเลยไปเดินเล่นบูทของ H&M รอฝนหายตก ที่นี่มีทั้งเพ้นท์ทำเฮนน่า เราทำเป็นลายดอกไม้อย่างที่เห็นนี้

คือที่นี่มีครบทุกอย่างเลยทั้งเพ้นท์หน้า เพ้นท์เล็บ และถักเปียโบฮีเมียน และมงกุฎดอกไม้ ที่ฟินที่สุดคือทุกอย่างฟรี!! เราเลยจัดทุกอย่าง ระหว่างรอฝน ไปรับสติกเกอร์บัตรคิว ที่เห็นว่าคนเยอะสุดก็คงเป็นถักเปียนี้แหละ ระหว่างเพ้นท์ตัวเราก็ดู Wednesday Campanella ไปด้วย เป็นหนึ่งในศิลปินที่บ้าพลังที่สุด ตั้งแต่โผล่มากับปีกนางฟ้าสีรุ้ง และเข้าไปอยู่ใน Zorb ball ดูโชว์เสร็จแล้วต้องถามพี่ staffข้างๆว่า What planet she came from

ฝนดูไม่มีท่าทีจะหยุดเลย นี้ก็ 5โมงละดูจะลืมกินข้าวเลย เลยเดินไป Food truckแถว Cloud Stage ไปแวะซื้อ Nacho อร่อยมากกกกกกกกกกกก ฟินสุดๆได้ยืนกินพร้อมกับดู Naoไปด้วย ใครที่ชอบแนว R&B เสียงคูลๆผสมแจสหน่อย สไลต์ FKA Twigs ลองไปฟังกันได้

และแล้ววงที่เราตั้งหน้าตั้งตารอคอยก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากหกโมง ตั้งแต่ Whitney รู้จักครั้งแรกตอนไป Summer Sonic รุ่นพี่ที่ไปด้วยแนะนำให้ฟัง วงนี้เราฟังแล้วมันทำให้นึกถึง American in 90’s ฟังเสียงนุ่มๆแล้วนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ทุกคนในวงคือเด็กมากกกก ดูเป็น American indie band แบบใสๆ รุ่นเดียวกับเราเลย นักร้องนำ Ehrlich พึ่งอายุ 24ไปหมาดๆ   เป็นมือกลองด้วย!! และที่โชว์ของ Whitneyเองก็ทำให้เราได้เจอกับแก็งของ Peary Pie เป็นแก็งใหญ่มากกกก มีโน้ตและอันยาจากวงอินดี้อิเล็กทรอนิกส์ X0809 แม้ดบล็อกเกอร์สาวจอมพลังจากเพจ CU Fit Girl วี ไวโอเล็ต และเพื่อนๆคนอื่นอีกมากมาย กลุ่มนี้น่ารักมากก ทุกคนเฟรนรี่มาก เลยกลายเป็น dancing crewในคืนนั้น เราไปดู Jagwar Ma ด้วยกันวงแรก

 

วง psychedelic electronic จากออสเตรเลีย เป็นวงที่ฟังแล้วหลอนมาก เล่นได้ดีโคดๆ คนดูก็energy ดีมากๆ ฟังเสร็จแล้วท่อนฮุก Come and save me ยังติดอยู่ในหัวเราเลย ณ จุดนั้นฝนยังคงตกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเราเลยคิดว่าช่างมัน ตกก็ตก Rain doesn’t bother us anymore! เต้นแบบไม่สนใจฝนแล้ว ณ จุดนี้

ต่อไปเป็นแบนด์ที่เราอยากดูมากที่สุดในวันนั้นคือ Tourist!! วงที่สไตล์ดนตรีคล้าย Flumeแต่มีความอินดี้กว่า เพลงที่ฮิตที่สุด Run กลายเป็นเพลงเปิดถูกเอามามิกซ์กลับเสียงร้องหวานๆของ Laurenจากวง CHVRCHES เราก็ว่าเสียงคุ้นมากกกก พอกลับบ้าน Googleแล้วถึงคอนเฟิร์มว่าใช่จริงด้วย Tourist เป็นสไตล์ที่โคดใช่เรา ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่บนกาแลกซี่ ฟังแล้วดีดมากๆ เราแนะนำสุดๆ เราขอยกให้เป็น Number one ของทริปนี้เลย

ตอนกลางๆพวกเราแอบแวบไปดู Bob Mosesที่ Cloud Stage ร้องได้เนือยไปหน่อย ไม่ได้อินกับวงนี้มากเลยรีบกลับมาดู Touristต่อจนจบ ฟินไปตามๆกัน วงต่อไปเป็นวงที่ดูใน Youtubeบ่อยมาก Tycho เพลงอิเล็กทรอนิกส์นุ่มๆ เป็น melodyที่ชิวจนใจลอยขึ้นไปบนฟ้า วงนี้เลยเหมือนแผ่นแป๊ะ ไม่ผ่านการมิกซ์

 

ตอน Tychoใกล้ๆจบเรารีบเดินไปจ่อหน้าเวที เตรียมชูป้ายไฟรอ Glass Animals วงนี้อยากดูแต่พลาดไม่ได้ดูหลายรอบมาก เป็นวงที่มีความแปลกพอสมควรเลย วงนี้ได้ไปเล่นในงาน Burning Man เทศกาลศิลปะที่ใหญ่ที่สุดกลางทะเลทรายมาแล้ว มีหลากหลายอารมณ์มากในแต่ละเพลง ตั้งแต่ดาร์กมากๆอย่างเพลง Gooey จนไปถึงเพลงขี้เล่นๆที่ผสม Soundในเกมเข้าไปในเพลง Season 2 Episode 3 ณ จุดนั้น ต้องเท้าเปล่าแล้วซิ เต้นบนหญ้าด้วยเท้านี้แหละมันสุดแล้ว เป็นโชว์ที่พีคที่สุด

 สุดท้ายจบคืนนั้นด้วยเฮีย Nicky Murphyหรือที่พวกเรารู้จักกันในนาม Chet Faker จากเพลง No Diggity ที่หลายคนรู้จักกันดี เราเคยดูครั้งแรกตอนยังชื่อ Chet Fakerอยู่ที่ Coachella ตอนปี 2015 แต่ตอนนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าเพราะเวทีไซด์ใหญ่กว่าเยอะมาก พึ่งมาเปลี่ยนเป็นชื่อจริงของตัวเองและมาในแนวเพลงที่ funkมากขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ electrosoul ไว้อยู

เป็นวันที่ยาวนานมากกกก พอดูนาฬิกาพึ่งรู้ว่าเที่ยงคืน ปาไป 12 ชั่วโมงเต็มๆที่อยู่ในงาน ไม่รู้ทำไปได้ไง เต้นเท้าเปล่าไม่หยุด 6 ชั่วโมงหลัง!! ตอนเดินกลับรู้เลยว่าขาชาเลย ฮ่าๆๆๆๆ ก้าวไม่ค่อยไป แถมยังตัวเปียกโซก แต่แฮปปี้มากก เหมือนมา rechargeตัวเอง ทุกครั้งที่มางานแบบนี้นอกจากได้มาฟังเพลงแล้ว เรายังรู้สึกโชคดีมากๆที่ชอบได้เจอมิตรภาพดีดีจากคนในงาน เช่นกลุ่มพี่แพรที่ไม่รู้จักกัน แต่ทุกคนน่ารักมากๆ คอยถามไถ่ดูแลกันตลอดทั้งงาน เป็นงานที่เดินกลับบ้านแบบยิ้มแฉ่งตลอดทาง ถึงไม่ว่าจะเหนื่อยและเปียกขนาดไหน รู้สึกคุ้มค่าสุดๆ เจอกันงานหน้าเน้อ!

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณรูปสวยๆจากเพื่อนคนเก่งของเราด้วย Tae Beck แกสุดยอดไปเลย ไม่คิดว่าวันที่ฝนตกกระหน่ำทั้งวันแบบนี้ ยังจะถ่ายมาได้สวยขนาดนี้ ขอคาราวะ!

Jacket: Zara   Skirt: H&M

Photohrapher: Tae Beck 

 

The unique point of the main stage is it’s separated into two sides; Bay and Garden I think after the two landmarks at the back. So artist can play continuously from right to left stage which saves a lot of set up time. There are total 4 stages in Laneway; Bay, Garden in the main stage, Cloud Stage will be more indie, upcoming bands which located with the view of deserted building at the back, and lastly indoor stage, white room- more electronic/ hip hop genre.   

 

The first band that I was excited to see is Tash Sultana. I saw her on YouTube since she recorded the song in the bedroom, so proud that she made it this far.  She embraced the wild spirit when she performed. I was so intrigued by the way she played each instrument was like animal. She used bare feet play instrument, she treated instrument as if it were part of her body. She burst each word with so much emotion, it’s so incredible to witness her performance, I felt incredibly inspired by her passion.

 

Not so long after that, the rain was falling, so we went to hide the rain in White Room, and that’s when we found the Japanese rapper, this is my first time listening to Japanese rap, he blended in traditional Japanese music. It was not bad at all, although I’m not a big fan of hip hop.

 

After the act, the rain still continued to storm down, so I went to H&M booth to wait for the rain to stop. I had my hand henna into the flower shape like you can see here.

There is everything here! Face paint, manicure, braid the hair, and flower crown. And the best part is everything is out of charge! While getting transformation, I watched Wednesday Campanella. She was such a wild soul. Appeared in rainbow wing running around the stage and finally she jumped into the zorb ball. I couldn’t help but to ask her what planet she came from.

 

Feel like it wouldn’t stop rain easily at this point, this was already 5PM so we went to get some nacho at Cloud Stage. And there we met Nao’s enchanting voice. Her voice is the mixture of R&B and Jazz, I could really relate her to FKA Twigs. My friend said it’s one of the best performance of the day.

And from 6PM onward, my festival just really started because all the band that I wanted to see were after 6PM. First band was Whitney, a friend that went to Summer Sonic with me introduced me to this band. The sweet mellow voice looped me back to 90’s American band. Everyone in the band looked super young! The lead singer also played drum just turned 24! Same age as me! And at this show, we bumped into Peary Pie gang! It was a big crew including Note and Anya from cool electronic band, X0809. Madee, a fitness blogger from CU Fit Girl, V Violette, and many more. Everyone was super friendly and nice. They became our dancing crew that night. The first band we saw was Jagwar Ma.

 

Psychedelic electronic band from Australia that would trip you out. They performed live really well. Good energy sent to the audience and that hook, “Come and save me” still stuck on my head. It was still raining at the point the rain doesn’t bother us anymore, we just kept dancing in the rain.

Next was the highlight of the trip for me, Tourist!!! The band that I wanted to see the most, similar style to Flume but more indie. The opening song, Run featured CHVRCHES. I wasn’t sure it was her until I went back to google later. I just love this kind of music, it sent you up to the sky. I have to give Tourist the top band for tonight, no one could beat this sound! 

In middle of Tourist, we hopped to see Bob Moses a bit at Cloud Stage. I think their performance was a bit low energy, I wasn’t really into them so we came back to Tourist. Next is Tycho, the soft electronic band that was super chill. I love the visual that went so well with music. They played exactly like the track.

 

Toward the end of Tycho, we went to the front row of another stage waiting for Glass Animal. This is the band that I wanted to see long time ago, but always miss seeing them. They went to play in Burning Man, the annual gathering in the dessert. The style was varied from dark like ‘Gooey’ to playful that mixed the melody of game like the song ‘Season 2 Episode 3’

 

 

We ended the night with Nicky Murphy, or you guys might know him better as Chet Faker with the hit single, ‘No Diggity’ I saw him live first time at Coachella in 2015, I liked it better back then because the stage was epic. This year he changed back to his real name and incorporate funk but still keep electrosoul style. 

It was a long day. I just realized that we had been out here for 12 hours! And was dancing insanely for the last 6 hours. I felt numb in my leg on the way back. My leg was aching and my body was soaked with sweat and rain, but I couldn’t stop smiling! I felt recharged and fulfilled every time I came to festival. Not only by the music but by the great friendship I picked up along the journey. I come back to reality once again with full passion and ready to get back to work again! 

Finally, I would like to thank my awesome friend,  Tae Beck who got pretty sick photography skill! Rain or shine doesn't bother him at all. 

Jacket: Zara   Skirt: H&M

Photohrapher: Tae Beck