07.12.15

COACHELLA BIBLE

Music Festival

                coachella 2015

พอเริ่มเข้าหน้าหนาวทีไร อากาศบ้านเราก็เริ่มเย็นลงหน่อย ช่วงอากาศสบายๆแบบนี้แหละ คือช่วงที่ดีที่สุดสำหรับงานเฟสติวัลกลางแจ้ง 

การไปงานเฟสติวัลทำให้เราค้นพบว่า มันเป็นการปลดปล่อยที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง คือการได้เอ็นจอยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น เราอยากจะร้องรําทําเพลงให้สุดเหวี่ยง หรือแต่งตัวแบบไหนก็ได้ที่เรารู้สึกดีกับมัน อีกสิ่งที่ดีที่สุดอีกอย่างคือ ในงาน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ทุกคนก็ดูอารมณ์ดี ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ง่ายมากก แค่หันไปยิ้มให้กับคนข้างๆ ก็ได้เพื่อนมาเต็มเเล้ว มาที่นี่เเล้วเรารู้สึกคอนเนคกับธรรมชาติสิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น รู้สึกดื่มด่ำกับศิลปะและดนตรีได้ดีขึ้นเป็นเท่าตัว บางคนฟังสิ่งที่เราพูดเเล้วอาจจะฟังดูเว่อร์   ถ้าไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง 

ถึงเราจะกลับมาเเล้ว แต่เราก็ยังนึกถึงงานเฟสติวัลCoachella อยู่เรื่อยๆ เป็นความรู้สึกแบบ Free spirit ปลดปล่อยที่อยากจะกลับไปสัมผัสอีกครั้ง เรากล้าพูดเลยว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิต วันนี้เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟัง 

 

When the weather starts to cool down in Thailand, it’s the best time of the year for the festival. Good news that Thailand has more and more of the outdoors music festival. 

Being in the music festival is all about being a free spirit, enjoy the moment here and now. We could dress up to express the feeling so freely that it felt so right. Making friend with like-minded people has never been this easy. Festival also expands your spiritual and aesthetic level. It’s something hard to explain; if I told someone, they would find it hard to believe. Let’s just call it, once-in-live-time experience that you have to experience yourself. 

I often recalled a moment I went to Coachella with my girl squad this year and last years. I can say that it’s one of the best experiences in my life. So I want to share you my best memory with all of you. 

 


coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015 
coachella 2015

LOCATION: Indio, CA

Coachella คืองานเทศกาลดนตรีและศิลปะที่จัดที่ทะเลทรายอินดิโอ อยู่ห่างจาก LA ประมาณ 2 ชั่วโมง ทุกๆเมษา งานมีสามวัน แนวเพลงจะมีทุกประเภทตั้งแต่ Indie, folk, rock, electronic และ hip hop เเล้วแต่เวทีต่างๆกันไป แนวเพลงก็จะต่างไปด้วย เวลาเข้ามาอยู่ในงานเเล้วเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลย บนทะเลทรายที่ปลูกหญ้าเขียวขจี โอบล้อมไปด้วยต้นปาล์ม ดนตรีทุกทิศทาง และชิ้นงานศิลปะยักษ์ที่สามารถเคลื่อนไหวเเละเปลี่ยนสีได้ในยามค่ำคืน

สิ่งที่ทำให้ Coachella เป็นเทศกาลที่ไม่เหมือนใครคือ งานศิลปะเเละแฟชั่น งานนี้เหมือนเป็น catwalkย่อยๆ ของเหล่าดาราฮอลลีวูดที่ออกมาแต่งตัวในสไตล์โบฮีเมียน ใส่มงกุฏดอกไม้ เเละชุดเดรสยาว เป็นความสุขเล็กๆของเราที่ได้มาดูแฟชั่นในเเต่ละปี 

การซื้อบัตร

เวลาที่จะสามารถซื้อตั๋วได้มีอยู่สองช่วง Early bird จะเปิดขายล่วงหน้าหนึ่งปีช่วงเดือนมิถุนา เเละเปิดรอบจริงประมาณช่วงสัปดาห์เเรกๆของเดือนมกราคม เราชอบซื้อตั้งแต่ Early bird เพราะช่วงธรรมดาจะจองยากมาก ตั๋วราคาประมาณ $375 หรือ12,000บาท อาจจะดูเเพงมาก แต่จริงๆเเล้วคุ้มมากเพราะ Line up แต่ละปีเด็ดจริงๆมีตั้งแต่ระดับนักร็อคระดับโลก AC/DC, Arcade of Fire, Pharrell William, OutKast, Disclosure, Muse, Ellie Goulding และอีกมากมาย 

 

การเตรียมตัวก่อนมา

Shine in your festival look: นี่แหละได้เวลาอันสมควรเเล้วที่จะหยิบชุดโบฮีเมี่ยนในตู้เสื้อผ้าออกมาใส่ หรือถ้าใครไม่มีเรามีทริคง่ายๆในการเปลี่ยนชุดธรรมดาให้กลายเป็นกลิ่นอายแบบโบฮีเมียน แค่ลองใส่เครื่องประดับลงเยอะๆ ไม่ว่าจะเป็นสร้อย กำไร แหวน หรือไม่ง่ายๆก็แค่ปล่อยผมเเละสวมมงกุฏดอกไม้ ☺ 

Be protected in the desert: สาวๆอย่าลืมว่าเราจะไปตะลุยทะเลทรายกันสามวันเต็ม เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากกลับไทยแบบไหม้เกรียมอย่าลืมพกครีมกันแดด หมวก และถ้าจะเอาแว่นกันแดดไป อย่าเอาแว่นดีดีไปหละ เพราะคิดดูเราต้องไปเบียดกับคนนับหมื่น ถ้าหล่นหายคงนอยไม่น้อย 

WEAR COMFY SHOEs: ข้อนี้เราอยากจะขีดเส้นใต้สองเส้นเเละใส่เครื่องหมายดอกจัน ถึงแม้เราอยากจะดูขายาว เริงร่าในส้นสูงขนาดไหนกรุณาอย่าใส่ส้นสูงไปเด็ดขาด หาอะไรก็ได้ที่ใส่เเล้วเป็นมิตรต่อเท้า สบายเต้นได้ทั้งวัน เรามีประสบการณ์ตรงเลยจากการใส่ส้นสูงเนี่ย ใส่ไปซักพักต้องยอมแพ้ ถอดออกเเล้วเดินเท้าเปล่ากลับบ้าน ก็มันกัดสะจนเนื้อกระจุย อย่าทำให้รองเท้าต้องหมดสนุก

Be careful of what you bring: ก่อนที่จะเข้างานพวกเราจะเจอกับกองทัพยาม เพราะฉะนั้นใครที่มีความคิดชั่วร้ายจะเอาอะไรแปลกปลอมเข้างาน โดนจับได้ต้องทิ้งต่อหน้าต่อตานะจ้ะ เพราะฉะนั้นต้องแอบให้เนียน เฮ้ยไม่ไช่ ห้ามเอาแอลกอฮอล์ หรือเเม้กระทั่งขวดน้ำก็ห้ามเอาเข้าน้า ไปซื้อเอาในงานเอาหละ

Bring the portable charger: งานตั้งเเต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน เพราะฉะนั้นแบตย่อมหมดเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากต่อแถวเป็นชั่วโมง อย่าลืมเอาแบตสำรองไปเองด้วยนะจ้ะ

Your dry shampoo can be a lifesaver: จริงๆปัญหาของทุกงานอีเว้นท์คือห้องน้ำ เอา Dry shampooไปนี้หละ เป็นตัวที่จะขจัดปัญหาเหล่านี้ได้ 

Put your stuff inside the locker: สุดท้ายเเล้วในงานคงไม่มีใครอยากแบกประเป๋าหนักเเล้วเต้นกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นตอนเรามาถึงงานสิ่งที่ทำคือจับของที่ไม่ได้ใช้ยัดเข้าไปในล็อกเกอร์ จะได้เดินตัวปลิว สบายใจเฉิบซะ 

ทริคก่อนไปงาน

งานเทศกาลจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ตอนเที่ยงวัน ถึงวันอาทิตย์เที่ยงคืน เราออกจาก LA ตอนเช้าเเต่ขับเลยไปอีก 1ชั่วโมงไปที่ Salvation Mountain ถ้ามีเวลาแนะนำอยากให้ไปกันให้ได้นะคะ (นอกเรื่องนิดนึง เราเคยเขียนเกี่ยวกับ ในกระทู้เก่าเเล้ว ลองไปดูกันได้)  ที่นี่เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดที่เราเคยเห็นเลย เป็นภูเขาที่สร้างจากชายคนเดียวเป็นเวลาครึ่งชีวิตของเค้า  ทั้งภูเขาถูกทาด้วยสีสันมากมาย เราหยุดที่นี่ประมาณชั่วโมงนึงก่อนมุ่งหน้าสู่ตัวงาน 

ที่พัก

เรามีสองทางเลือกว่าจะนอนกางเต๊นท์ในตัวงาน หรือจะนอนโรงเเรมนอกงาน สองปีที่ผ่านมาเรายังเด็กอยู่ เลือกทางเลือกโหดๆอย่างกางเต๊นท์นอนแบบ Car camping คือขับรถเข้ามาจอดเเล้วกางเต๊นท์ข้างๆรถได้เลย เราว่าข้อดีคือสะดวกสบาย เพราะเต้นๆเสร็จในงานตอนเที่ยงคือก็เดินออกมานอนได้เลย เเล้วราคาก็น่าจะโอที่สุดเเล้วเพราะนอนได้หลายคนในราคาแค่ $100 ถ้าเทียบกับโรงเเรมก็คืนละ $300 ได้หละ แถมยังไม่ต้องเสียค่ารถไปกลับทุกคืนด้วย แต่ข้อเสียก็อยู่ตรงที่อากาศนี่แหละ ทะเลทรายอากาศมันจะสุดขั้วมาก เช้า-เย็น คือเราจำได้ว่าเต้นมากับไออุ่นของแดดทุกเช้าเลย  คือร้อนม๊ากกกกก ออกมานอกเต๊นท์ก็สุกกันเลย ส่วนตอนกลางคืนก็นอนขดเป็นกุ้งอากาศช่างไม่มีความพอดี อีกเรื่องคงจะหนีไม่พ้นห้องน้ำ ถึงแม้จะมีห้องน้ำแบ่งชนชั้น ใครจ่ายเพิ่ม$10 จะได้เข้าVIP เเล้ว เเต่ยังไงก็ต้องต่อแถวเป็นชั่วโมงอยู่ดี เพื่อตัดปัญหา เราเลยชอบหนีไปอาบตั้งเเต่ตอนกลางคืน อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งต่อแถวกลางแดด

ประสบการณ์

ทุกๆปีเราจะตั้งหน้าตั้งตารอดูผลงานศิลปะที่วางรอบๆทั้งงาน ในปี 2014 เป็นมนุษย์อวกาศยักษ์ที่เปลี่ยนหน้าได้ บินว่อนทั่วงาน เเละก็ต้นปีนี้เป็นผีเสื้อปีกสีสันสดใสบินกลางเทศกาล งานนี้ไม่ใช่แค่มาเสพดนตรีอย่างเดียว ตอนกลางวันก็เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมายตั้งเเต่ beauty bar, โยคะ, art studio, ชิงช้าสวรรค์, snowball fight, และ silence dance party ที่เราชอบที่สุดก็ beauty bar เพราะจะมาเสริมสวยได้ฟรี แต่แนะนำให้มาก่อนเปิด ไม่งั้นคิวจะเยอะมาก เป็นชั่วโมง และก็ที่คิดว่าแปลกดีคือ silence dance party อันนี้เอาไว้เป็น after party ตอนงานเลิก ใครยังไม่อยากนอนไปรับหูฟัง เเละเข้าโซน silence dance party แดนซ์กระจายได้เลย

พอพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า นี่แหละช่วงนาทีทอง อากาศก็เริ่มปรับให้สบายทั้งตา เเละผิวหนัง ลมก็เริ่มพัดมาเเบบพอดีๆ ยิ่งตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกนะ ทุกๆอย่างกลายเป็นสีทองไปหมด ข้างหลังเวทีใหญ่ก็เป็นชิงช้าสวรรค์ โอบล้อมไปด้วยต้นปาล์ม มองไปซ้ายขวาก็เห็นผู้คนนอนชิวอยู่ที่กลางหญ้า บางคนก็เต้น กระโดดไปมาทั่วงาน ทุกคนดูมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เป็นช่วงเวลาที่เราไม่อยากลืมเลยซะจริงๆ แต่ที่เด็ดกว่าคือพอตอนกลางคืนเเล้วทุกๆอย่างจะถูกส่องเเสงให้สว่างขึ้นมาอีก อย่างต้นปาล์มที่โอบล้อมเวทีก็จะถูกไฟสาดส่องไล่สีรุ้งทั้ง 360 องศา ผลงานอาร์ตต่างๆก็จะสะท้อนแสงดูเด่นยิ่งกว่าตอนกลางวัน ทุกคนเริ่มอยู่ในมู้ดดีสุดๆเเล้ว ศิลปินเเต่ละวงยิ่งดึกก็จะยิ่งพีคขึ้นไปด้วย จนHeadliner เล่นปิดเวทีใหญ่ที่ Main Stage เป็นช่วงเวลาสั้นๆสามวันที่ทำให้เราเก็บกลับมาฝันไปอีกเป็นปีเพื่อนที่จะกลับไปใหม่ 

นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราคิดถึงอเมริกามาก บรรยากาศความสุขแบบนี้ เราได้แต่หวังให้บ้านเรามีแบบนี้บ้าง เเละเเล้วเราก็ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับ Wonderfruit ปีที่เเล้ว

พอเห็นภาพบรรยากาศแล้ว ความทรงจำทุกอย่างมันกลับมาหมดเลย เราคิดในใจว่าบรรยากาศแบบนี้มันเหมือน Coachella ชัดๆ แต่ก็แอบคิดในใจว่าคนไทยจะจัดงานได้ระดับสากลเลยไหม พอเห็นก็เลยไปหาข้อมูลต่างๆเพิ่มขึ้น เราเห็น Lineup เป็นวงที่ไม่ค่อยรู้จัก เลยไปหาเพลงมาฟังเพิ่ม ฟังเเล้วแบบใช้ได้เลยนะเนี่ย เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ลองฟังเพลงใหม่ๆที่ไม่ Main stream  เห็นในภาพบรรยากาศเเล้วดูเค้าจัดถึงมากเลย นี่มันดูเหมือนระดับสากลสุดๆ ไม่ได้มีแค่งานเพลง แต่รวมตั้งแต่เรื่องผลงานโชว์ศิลปะที่ดูยิ่งใหญ่เเละไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน อาหารออแกนิคที่ปรุงโดยเชฟมิชลิน ทั้งยังเป็นแหล่งคอมมิวนิตี้สำหรับคนที่ชอบคอศิลปะ เเละดนตรีเเนวเดียวกันให้มาเจอกัน สุดท้ายมีwork shopที่ช่วยให้ผ่อนคลายเช่น โยคะ สปา และโชว์อีกมากมาย แค่พิมพ์ก็อยากจะไปเเล้ววว เสียดายปีที่เเล้วไม่อยู่เลยไม่ได้ไป แต่บอกเลยว่าปีนี้ไม่พลาดแน่ ไว้ใครแพลนที่จะไป ไปเจอกันได้ที่งานนะคะวันที่ 17-20 ธันวาคมนี้ อีกไม่กี่วันเเล้วววววววววว ตื่นเต้นน

 

 

 

Coachella is a music and art festival located in the Indio desert, just a few hours east from Los Angeles. It is held every year on two weekends during mid-April. From Friday to Sunday, the festival would cover every music genre from indie, folk, rock, electronic, and hip-hop across the various stages along the festival. Once you enter Coachella, you step into another world.  In the desert paradise, you are surrounded by palm trees, a multitude of epic art installations (and even moving ones!), beautiful people and good vibes. 

What made Coachella a unique festival is an art and fashion that people bring to it. This place has turned into a mini runway for Hollywood celebrities to glam up on their boho chic looks, many wearing flower crowns on their heads. It’s a joy to walk around, observing the creativity people bring each year.

Getting a ticket:

The admission ticket comes in the form of a wristband.

Typically, Coachella will have two sales for tickets.  The first comes as an early-bird presale for those attending the most recent event.  It is sold about a month after the last Coachella just ended. This means you’ll have almost an entire year before the actual event.  A second sale takes place around the first few weeks of the January prior to the event.  One ticket costs around $375 or 12,000 Baht, but this covers three days of concerts, which really is a bargain.  I’ve been fortunate to see bands as diverse as AC/DC, Arcade of Fire, Pharrell William, OutKast, Disclosure, Muse, Ellie Goulding, etc. 

Preparation

• Shine in your festival look: this is the right time to bring out that bohemian outfit you’ve been waiting to wear.  Or if you don’t have any boho type clothes, you’re in luck because boho is all about standing out with simple looks.  You can turn any cute dress in bohemian style simply by accessorizing with a metal necklace, hairpiece, braces or ring.  And top it off with a flower crown.

• Be protected in the desert: Since you will spend 3 days literally in the desert, be sure to bring plenty of sunblocks and don’t forget a cute hat and sunglasses.  Remember, it’s still a festival environment, so don’t bring your fanciest of sunglasses that you may lose or break!

WEAR COMFY SHOEs: Most importantly!! I want emphasize this point from my real experience. Shoes are everything.  You will be walking, dancing, and jumping around all day.  Concerts start around noon and end past midnight.  So wear something nice and comfortable. This year I wore heels on the first day, I had to take them off within a few hours and ended up walking barefoot. 

Be careful of what you bring: Before getting inside the festival, you have to pass the security checkpoint every time. You’re not allowed to bring alcohol, or bottle of water inside. Though, there are water refill stations to fill up a camelpak if you bring one.  Drinks and food will also be available to purchase inside the festival.

Bring a portable charger: There are a lot of people inside the festival, and you better save your battery for the rest of the day in case you lose your group. There are some battery charging locations inside the festival, but it’s always best to bring your own, so you won’t have to sit and guard your phone.

Your dry shampoo can be a lifesaver: As you can expect the festival’s main problem is a restroom. To solve your problem, the bottle of dry shampoo could help. 

• Rent a locker: If you’re one to always come prepared, it may get cumbersome always carrying your sunblock, dry shampoo, jackets for the night, change of shoes, portable batteries, and souvenirs all at once.  So you could enjoy the festival the fullest (or lightest) without carrying the heavy stuff all day. 

Secret spot before getting there 

We left LA in the morning but made a stop at Salvation Mountain before heading there, it’s one-hour drive past Coachella, but it’s definitely worth your time.  I wrote about it in a previous article.  It is one of the craziest things I have ever seen in my life.  It’s a man-made mountain created by one guy who dedicated half of his life painting the whole rock mountain to spectacular vivid colors. 

Camping

You have the option to choose either on-site or off-site camping. As for both years, I went in 2014 and 2015, I did car camping on-site.  We were able to drive into the campgrounds and set up a tent right next to the car.  The good thing about camping is its convenience.  Once the festival is over at night, you can go for an after party and then walk back peacefully to your own camping spot. It’s also a very cheap option, at around $100 for three nights.  The downside is that being in the desert can be both extremely hot during daytime and very cold at night.  The next issue is the showers. The queue is crazy long in the morning, and sometimes even at night. Even after spending an extra $10 to get into the VIP restroom, it was still an hour line. What I often do is shower at night. At least, I don’t have to line up in the sun. 

Experience  

Every year I enjoy the creative art installation that is displayed all over the festival. In 2014, it was a giant astronaut that wandered the festival.  And this year, it was a vibrant majestic butterfly flowing around through the crowds. 

During the off hours of the festival, before and after the concerts, there’s many activities to partake in throughout the camp grounds.   There are beauty bars to get your makeup and hair done, Yoga/ Pilates at sunrise, art studios, Ferris wheels, pie-eating contests, snowball fights, and a silence dance party. My most favorite every year is the beauty bar and silence dance party. For the beauty bar, both guys and girls are welcome to their hair done for free. I suggest going early to reserve the time, you might have to wait more than hour to be served.  The silent dance party is for those not wanting to end the party after the last performance.  Wireless headphones are given to each person to wear, and they’re all tuned into the DJ mixing the music on the stage.  Without the headphones, it’s just a bunch of random people moving wildly.  But once you put it on and turn the volume to the max you can dance your heart out in this silence dance party!

The magic starts to happen as the sun goes down. The weather finally begins to cool down. Coachella at sunset is the most beautiful view.  The ferris wheel lights up and palm trees surround the background of the stages with colored lights.  The moving art installation starts to  shimmer in the lights as it moves across.  The lineup gets better as the hour goes by. We can go from stage to stage, concert to concert. This whole place is magic and we do this for the entire weekend. Coachella is a special moment that I will always remember and I will try to go back every year while I still have a chance to do so. 

It was a great surprise to me when I returned to Thailand and learned of the Wonderfruit  Music Festival.

 A wave of nostalgia swept over me as I dreamed of another festival.  It has its own unique style and also had many epic art installations that I have never seen anywhere before. Wonderfruit  will feature freshly foraged organic food from a Michelin-star chef, and amazing ways to connect to a like-minded community, to many spiritual revival activities such as Yoga Pilates, spa, native ceremonial drum circle, and many more.  It was sad that I was not in Thailand last year to experience this, but I definitely made it this year! See you on 17-20 December!