26.11.15

BREATH OF GOD: MOUNT BROMO

Indonesia

Mount Bromo

กลับมาเล่าเรื่องการผจญภัยที่อินโดต่อให้ฟังเเล้วคะ ☺ บางคนอาจจะได้ลองอ่านเรื่องราวของเราที่ Kawah Ijen เเล้วเนอะ เเต่นั่นไม่ใช่ที่สุดของทริป การเดินทางของเราทั้งหกวันนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวการผจญภัยมากมาย เเล้วเราจะมาสรุปทั้งทริปให้เร็วๆนี้นะคะ

หลังออกมาจาก Kawah Ijen พวกเราใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงเพื่อจะมาที่ภูเขาโบรโม่ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์หลักของทริป! เอาเป็นว่าถ้าเปรียบเทียบภูเขากับดารา โบรโม่คงดังไม่แพ้ แบรด พิตต์ ที่จริงโบรโม่ไม่ใช่ภูเขาที่สูงที่สุด หรือใหญ่ที่สุดนะ แต่เล่นเอานักท่องเที่ยวครึ่งล้านคนข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาต่อปี 

อ่อใช่ ทริคเล็กๆก่อนมาที่นี่นะคะ อย่าลืมเช็คสภาพอากาศที่อุทยานกันนะเพราะบางสัปดาห์โบรโม่อาจจะปิดก็ได้! เพราะอย่าลืมว่าโบรโม่ยังเป็นภูเขาที่ยังไม่ดับดี ไม่มีใครรู้ว่ามันจะปะทุอีกทีเมื่อไหร่ เเละที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง อย่าลืมเอาเสื้อหนาวหนาๆไปนะ เพราะอากาศข้างบนหนาวทะลุผิวหนังมาก !!

 

Back to my adventure in Indonesia! ☺ You might have already heard about my journey to Kawah Ijen, but that was not the only highlight of the trip. Our next destination was Mount Bromo.  If a mountain could be a celebrity, then Bromo would be the Brad Pitt of volcanoes.  He’s not the tallest in East Java, but he’s definitely one of the most famous. Despite a strenuous hike, half a million tourists each year make the effort to climb Mount Bromo.

Some tips before going there, it’s best to check the weather before going there because the national park might be close due to the volcanic activity. And don’t forget to bring a thick jacket because while waiting for sunrise, it will be piercing cold. 

 


Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo 
Mount Bromo

LOCATION: Bromo Mount, Indonesia

ประมาณ 5 ชั่วโมงเราก็ได้มาถึงที่โรงเเรม Camara Indah เป็นโรงเเรมใกล้ๆโบรโม่  พอถึงก็ตกเย็นซะเเล้ว พวกเราต้องรีบนอนตั้งเเต่หัวค่ำเพื่อเตรียมตัวไปขึ้นเขาเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นที่โบรโม่ วันนั้นทุกคนตื่นตีสาม เช้ายังกะตื่นมาแต่งหน้าวันรับปริญญา เราต้องนั่งรถจากโรงเเรมไปตีนเขา ดีที่เราตัดสินใจเช่าเสื้อหนาวจากพี่ที่มาขายข้างถนนก่อนขึ้นเขา เพราะตอนขึ้นไปขนาดใส่เสื้อหนาวเเล้วนะ ฟันเรายังกระทบกันไม่หยุดเลย เป็นการเดินเขาที่ไม่ยากมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงบนยอดเเล้ว พอมาถึงตกใจมาก! นึกว่า Hardwell มาจัดงานปาร์ตี้บนนี้ คนเยอะมาก!! ที่สำคัญนี่มันตีสี่นะ คนมาจากไหนเยอะเเยะ ไม่ได้เเล้วเรากับเพื่อนๆว่ากัน ถ้าคนเยอะเเบบนี้เดี๋ยวจะไม่เห็นน้องโบรโม่กันชัดๆ เลยพยายามหาที่ของตัวเอง พวกเราเห็นตรงข้ามวิวโบรโม่พอดี มีกรงตะข่ายล้อมไว้อยู่ แต่มีที่นั่งที่กว้าง แต่ดูหนาวมาก เอาวะ งานนี้สู้ตาย ขอให้ได้วิวที่ดี พวกเราทุกคนเลยแบกร่าง ปีนข้ามตะข่ายเเล้วข้ามมานั่งอีกฝั่ง ไม่ต้องห่วงนะฮะ มันไม่ได้นน่ากลัวอย่างที่คิด ถึงข้ามมาเเล้วก็ยังมีกรงเหล็กล้อมอยู่อีกชั้น ตอนนั้นตีห้ากว่าๆได้ นั่งรอมันตรงริมหน้าผานี่หละ หนาวก็หนาวว่ะคิดในใจ ตอนนั่งเราต้องก้มหน้าหลบลมตลอดเลย รู้สึกเลยว่าหน้าชาเป็นไง เเละเเล้วเราก็เห็นท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆเห็นภูเขาในตำนาน หรือที่เค้าเรียกกันว่าลมหายใจของเทพพระเจ้าเเล้วคะ เป็นภาพที่ละสายตาไม่ได้จริงๆ ยิ่งดูแสงพระอาทิตย์ก็ขึ้นมากเรื่อยๆ ในเวลาสั้นๆอย่างสิบนาที โบรโม่ได้เปลี่ยนสีไปเยอะมาก เห็นเเล้วเพลินตาจริงๆ สภาพที่เราเอามาโชว์เป็นภาพโปรดเราโบรโม่ในท้องฟ้าสีพาสเทล 

หลังจากนั้นพวกเราต้องการจะไปใกล้โบรโม่มากขึ้น เลยนั่งรถจี๊ปลุยทะเลทรายมายังตีนเขา พอไปถึงเค้าเตรียมม้าให้ขี่เพื่อขึ้นไปภูเขาโบรโม่เรียบร้อย ระหว่างทางเราเห็นมีคนมาขายดอกไม้เยอะมากสงสัย เค้าเลยบอกว่าเอามาไหว้เทพเจ้าที่นี่ เชื่อกันว่านานมาเเล้ว เคยมีเจ้าชายกระโดดลงไปที่ปากปล่องภูเขาไฟเพื่องสักการะแก่พระเจ้า เพื่อหยุดคำสั่งที่พระเจ้าจะสั่งให้ภูเขาไฟโบรโม่ระเบิด เป็นการช่วยเหลือทุกคนในหมู่บ้านให้รอดพ้น หลังจากนั้นจึงมีชาวบ้านมากมายเดินทางมาเคารพเจ้าชาย เเละโบรโม่

พอเราใกล้ถึงปากปล่อง ก็เริ่มได้กลิ่นซัลเฟอร์ลอยมา เห็นปากปล่องภูเขาไฟใหญ่มากกกกกกก เเถมยังมีเสียงซู่ๆ เเละเต็มไปด้วยควันมากมายเหมือนปล่องไฟยักษ์ ออกมาจากข้างล่าง เรารู้สึกว่าตัวเล็กไปเลย ด้านขวาเป็นปากปล่องภูเขาไฟ ส่วนด้านซ้ายเป็นวิวด้านล่างที่เราเดินกันขึ้นมา เราอยู่บนนี้มองเห็นได้ 360 องศาจริงๆ เเล้วก็เหลือบมองไปทุ่งหญ้าสะวันนา นั้นคือที่เราจะไปกันต่อ ไว้ติดตามกันต่อไปนะคะ ☺

Pant: H&M

Photographer: Em, Muse, Chom

We arrived at Camara Indah hotel, which is the hotel near Mount Bromo after 5 hours of driving. It was already dark. That night we went to bed early to hike up to the sunrise at Mount Bromo. We woke up at 3 in the morning, it was the best decision to rent the thick jacket from the street vendor before hiking up there because the weather up there has no mercy for someone who came from hot country like me. My teeth were chattering the entire time! It was an easy hike, in less than 30 minutes we reached the summit. 

When I first got here, I thought Hardwell concert was on tonight. So many tourists were here already, thus my friends and I tried to find our own spot. We found a nice spot when we climbed the fence and sat on the edge of the mountain. Don’t worry it doesn’t sound that dangerous, they also has another fence on the edge so this is our camping spot. It was so cold that I had to keep my head down to protect it from the wind all the time. We sat in the darkness almost an hour before we saw the sky began to illuminate. In front of us appeared the legendary breath of God, Mount Bromo. The view was absolutely breathtaking. The color was getting clearer, big mountain stood in sand of sea in the pastel color sky.  Here, a big mountain was standing in a sand of sea in the pastel colored sky. Within minutes, we could landscape was transform into different shades of colors as the sun continued to rise.

To get closer to Bromo, we hopped into a jeep and drove down past the black sand and tried to get to the base of Bromo. From here we took a horse to hike up Bromo, along the way you would see many people sell flower to sacred the mountain. It is believed that a prince used to scarify himself by jumping into the crater to stop the Bromo’s eruption as God’s command.  Ever since then people often come here to pay the respect to the Prince and Bromo. 

When I was about to reach the crater, I could smell the sulfur in the air. Below, I could hear the roaring sound of the volcano, the white smoke flew up as if this were a big chimney. It was epic to stand here on the top and witness. On the right was the view of the crater, and on my left was the bird eye view of a great landscape I came up from. I stood at the top and observed the big Savanah in distant, that’s where are we heading next.  Stay tuned!

 

Pant: H&M

Photographer: Em, Muse, Chom